ในโลกที่เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน เด็กและเยาวชนในวันนี้มีโอกาสเข้าถึงความรู้จากหลากหลายช่องทางมากกว่าที่เคย แต่ในขณะเดียวกัน การมีข้อมูลและเครื่องมือในการเรียนรู้ที่เพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้หมายความว่าการเติบโตของคนคนหนึ่งจะเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์จากความรู้เพียงอย่างเดียว
จากเดิมที่การศึกษามักให้ความสำคัญกับความรู้ทางวิชาการและทักษะเฉพาะด้าน เพื่อเตรียมผู้เรียนเข้าสู่โลกการทำงาน ปัจจุบันแนวคิดเรื่องทักษะได้ขยายกว้างขึ้น โดยเฉพาะทักษะที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร การคิด การทำงานร่วมกับผู้อื่น การปรับตัว และการเข้าใจความรู้สึกของตนเองและคนรอบข้าง
LSEd Let's Talk ชวนพูดคุยกับ ผศ.ดร.เกียรติศักดิ์ แสงอรุณ (อ.ปอ) อาจารย์ประจำคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ ถึงคำถามสำคัญว่า ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เด็กและเยาวชนควรมีทักษะหรือคุณลักษณะอะไร เพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างมีความหมาย และนอกจากตัวเด็กเองแล้ว ครอบครัว โรงเรียน สังคม รวมถึงพื้นที่ต่าง ๆ รอบตัว จะมีส่วนช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตนั้นได้อย่างไร
จากความรู้ในห้องเรียน สู่ทักษะที่ช่วยให้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกจริง
อ.ปอ มองว่า เด็กและเยาวชนในปัจจุบันมีโอกาสเรียนรู้จากช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งจากโรงเรียน แพลตฟอร์มออนไลน์ สื่อดิจิทัล หรือแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ทำให้การเข้าถึงความรู้ไม่ใช่เรื่องยากเหมือนในอดีต สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากการเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการ จึงเป็นการทำให้ความรู้เหล่านั้นสามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้จริง
“การเติบโตที่ดี” ควรเกิดจากการพัฒนาทั้ง Hard Skills และ Soft Skills ไปพร้อมกัน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
หนึ่งในทักษะสำคัญที่อาจารย์พูดถึงคือ การสื่อสาร แม้เทคโนโลยีจะทำให้เราสามารถติดต่อกันได้ง่ายขึ้น แต่การสื่อสารผ่านหน้าจอก็อาจทำให้โอกาสในการพูดคุยและรับฟังกันแบบต่อหน้าลดลง เด็กและเยาวชนจึงยังจำเป็นต้องเรียนรู้ทั้งการสื่อสารกับผู้อื่น และการรู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยีที่ตนเองกำลังใช้งาน
ขณะเดียวกัน การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ก็มีความสำคัญมากขึ้นในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล โดยการคิดอย่างมีวิจารณญาณนั้นต้องประกอบไปด้วย การวิเคราะห์ข้อมูลหรือภาษา รวมถึงความสามารถในการมองสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างรอบด้าน และไม่ปล่อยให้ตนเองกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาโดยไม่สามารถตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้
อีกทักษะที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ **การทำงานเป็นทีม **โดยเฉพาะหลังช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รูปแบบการใช้ชีวิตและการทำงานร่วมกันของผู้คนเปลี่ยนไป การทำงานเป็นกลุ่มในบางครั้งอาจกลายเป็นเพียงการแบ่งงานแล้วต่างคนต่างทำ ดังนั้น การได้กลับมาฝึกฟังความคิดเห็นของผู้อื่น สื่อสาร และทำงานร่วมกันจริง ๆ จึงเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาทักษะชีวิต
นอกจากนี้ เด็กและเยาวชนยังจำเป็นต้องมี ความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่น (Adaptability & Flexibility) เพราะเส้นทางชีวิตของแต่ละคนไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว การมีความคิดและจุดยืนของตัวเองเป็นสิ่งที่ดี แต่ขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักปรับตัว ยืดหยุ่น และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น
อีกเรื่องที่ อ.ปอ ให้ความสำคัญคือ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น (Empathy) รวมถึงมิติด้านคุณธรรมและการอยู่ร่วมกับสังคม เพราะในวันที่ความรู้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น สิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่งสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น อาจไม่ใช่เพียงว่าเขารู้มากแค่ไหน แต่คือ เขาเข้าใจตัวเองและผู้อื่นมากแค่ไหน ต่างหาก
ส่วน ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) อาจเป็นผลลัพธ์สำคัญของการเรียนรู้ เมื่อเด็กได้มีโอกาสทดลองทำสิ่งต่าง ๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นดนตรี กีฬา ศิลปะ การนำเสนอ หรือการแข่งขันในด้านต่าง ๆ เด็กก็สามารถค้นพบความสามารถที่อาจไม่ได้สะท้อนออกมาผ่านผลการเรียนเพียงอย่างเดียว
เมื่อ “ความเก่ง” ไม่ได้หมายถึงการเก่งที่สุด
เมื่อพูดถึงการเติบโตอย่างมีความหมาย คำว่า “เก่ง” อาจต้องถูกมองใหม่
อ.ปอ เล่าว่า ในมุมมองของคนรุ่นก่อน ความเก่งมักเชื่อมโยงกับความสามารถเฉพาะด้าน การประสบความสำเร็จ หรือการมีทรัพย์สินและรายได้มากพอ แต่หากถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนคนหนึ่ง “เก่ง” ในโลกปัจจุบัน คำตอบอาจไม่ได้มีเพียงเรื่องความสำเร็จที่สังคมมองเห็น
สำหรับอาจารย์ ความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และไม่สร้างปัญหาให้กับตัวเอง คนรอบข้าง หรือสังคม ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของความเก่งเช่นกัน เพราะความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจมีความสุขจากการมีรายได้ที่มั่นคง บางคนมีความสุขจากการได้อยู่กับธรรมชาติ ครอบครัว หรือการได้ทำสิ่งที่ตัวเองสนใจ ดังนั้น การพัฒนาเด็กและเยาวชนจึงไม่ควรมีคำตอบเดียวว่าทุกคนต้องเติบโตไปเป็นอะไร
การเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ค้นพบความสนใจ จุดแข็ง และเส้นทางของตัวเอง จึงเป็นอีกส่วนสำคัญของการเรียนรู้
เด็กคนหนึ่งไม่ได้เติบโตด้วยโรงเรียนเพียงลำพัง
การพัฒนาเด็กและเยาวชนไม่สามารถเป็นหน้าที่ของโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัย ระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ที่ประกอบด้วยผู้คนและพื้นที่รอบตัวเด็ก ทั้งครอบครัว โรงเรียน สถาบันการศึกษา เพื่อน ชุมชน และสังคม
อ.ปอ มองว่า การเรียนรู้ที่มีความหมายไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะจากการเรียนรู้ผ่านทฤษฎีในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือทำ ได้พบประสบการณ์จริง และได้เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว รวมถึงการออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความแตกต่างของแต่ละคน
ในระบบนิเวศนี้ ครอบครัวเองก็มีบทบาทสำคัญไม่น้อย การเป็นพ่อแม่อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในบทบาทของผู้สั่งการเสมอไป แต่สามารถเปลี่ยนมาเป็นพี่เลี้ยงที่คอยสนับสนุน รับฟัง และเติบโตไปพร้อมกับลูกได้
บ้านควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เด็กสามารถเป็นตัวเอง พูดคุย และลองผิดลองถูกได้ โดยไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เช่นเดียวกับพื้นที่อื่น ๆ ที่เด็กและเยาวชนต้องเข้าไปใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน กลุ่มเพื่อน หรือพื้นที่ออนไลน์ หากพื้นที่เหล่านั้นเต็มไปด้วยการแข่งขัน ความกดดัน การเปรียบเทียบ หรือการกลั่นแกล้ง ก็ย่อมส่งผลต่อการเติบโตของเด็กในระยะยาว
การสร้างนิเวศที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนเติบโตได้อย่างมีความหมาย จึงไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันสร้างพื้นที่ที่เป็นมิตร ปลอดภัย และเคารพความแตกต่างของแต่ละคน
จากการที่ผู้ใหญ่คิดแทน สู่เด็กและเยาวชนในฐานะ Co-creator
นอกจากการสร้างพื้นที่ปลอดภัยแล้ว เด็กและเยาวชนควรมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบพื้นที่และสังคมที่พวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วย
อ.ปอ กล่าวถึงแนวคิด “Co-creator” หรือการให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมคิดและตัดสินใจ ไม่ใช่เพียงการที่ผู้ใหญ่คิดเผื่อหรือคิดแทนว่าเด็กต้องการอะไร
การมีส่วนร่วมจึงควรเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ระดับโรงเรียนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบกฎหรือข้อตกลงต่าง ๆ ไปจนถึงระดับสังคมที่เสียงของเยาวชนสามารถถูกนำไปพิจารณาในการกำหนดนโยบาย ซึ่งพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วมนั้นไม่ได้จำกัดเพียงพื้นที่ทางการเมืองหรือการกำหนดนโยบายเท่านั้น แต่รวมถึงพื้นที่ทางดนตรี ศิลปะ กีฬา พื้นที่สร้างสรรค์ ตลอดจนพื้นที่สาธารณะที่เด็กสามารถเข้าถึงและใช้เวลาร่วมกับผู้อื่นได้
อย่างไรก็ตาม การมีพื้นที่เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะเด็กแต่ละคนมีต้นทุนในการเข้าถึงพื้นที่เหล่านี้ไม่เท่ากัน บางพื้นที่มีค่าใช้จ่ายหรือข้อจำกัดที่ทำให้เด็กบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงได้ การออกแบบพื้นที่ให้มีความเท่าเทียมจึงเป็นอีกโจทย์หนึ่งที่สังคมต้องช่วยกันคิดและทำงานกับประเด็นนี้ต่อไป
ในพื้นที่โลกดิจิทัลก็เช่นเดียวกัน เทคโนโลยีและ AI สามารถเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนเข้าถึงความรู้และโอกาสใหม่ ๆ ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงจากเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม การกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ และภัยทางไซเบอร์
สิ่งที่จำเป็นในยุคนี้ จึงเป็นการสร้าง Digital Literacy และภูมิคุ้มกันให้เด็กสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน ปลอดภัย และมีส่วนร่วมกับโลกดิจิทัลได้อย่างสร้างสรรค์
บทบาทของ LSEd กับการสร้างพื้นที่ให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง
เมื่อมองกลับมายังบทบาทของสถาบันการศึกษา อ.ปอ มองว่า LSEd มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้เปลี่ยนผ่านระบบการศึกษา ที่ไม่ได้มุ่งผลิตความรู้หรือผลิตครูในรูปแบบเดิมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้และพัฒนาคนให้สามารถเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม
หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนบทบาทของผู้สอนจาก “ครู” ไปสู่ “Facilitator” หรือผู้ที่ทำหน้าที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้คิด ลงมือทำ และค้นพบศักยภาพของตัวเอง
ที่ผ่านมา LSEd ได้ทำงานกับเด็กและเยาวชนผ่านทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบ รวมถึงกลุ่มเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา โดยออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปต่อยอดตามความสนใจและศักยภาพของตัวเองในหลากหลายบริบท
ขณะเดียวกัน การพัฒนาหลักสูตรศักยภาพมนุษย์และสุขภาวะ ก็สะท้อนความพยายามในการตอบโจทย์โลกปัจจุบันที่ประเด็นด้านสุขภาวะและสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนมีความสำคัญมากขึ้น
สำหรับ อ.ปอ ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของเด็กและเยาวชนเพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมต้องเรียนรู้และออกแบบร่วมกัน เพราะทักษะอย่างการเข้าใจอารมณ์ การปรับตัว การมีความเห็นอกเห็นใจ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ล้วนเป็นทักษะที่คนทุกช่วงวัยจำเป็นต้องมี
LSEd จึงไม่ได้มองการเรียนรู้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน แต่ยังทำงานกับพื้นที่และชุมชนในหลากหลายบริบท เพื่อสร้าง “โหนด” หรือจุดเชื่อมโยงของการเรียนรู้ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การลงพื้นที่ทำให้เห็นความแตกต่างของโอกาสและความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจริง และนำไปสู่การพัฒนาเครื่องมือและพื้นที่การเรียนรู้ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้
เพราะการเติบโตไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง เราจึงควรมีกัลยาณมิตรที่ดี
เมื่อการเติบโตของเด็กและเยาวชน ไม่ใช่แค่เรื่องของการมีทักษะครบทุกด้าน แต่คือการมีผู้คนและสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้เขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ
อ.ปอ หยิบแนวคิดเรื่อง “กัลยาณมิตร” ชวนมองความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในระบบนิเวศการเรียนรู้ โดยกัลยาณมิตรไม่ได้หมายถึงเพียงเพื่อนที่อยู่ข้างกัน แต่หมายถึงผู้คนหรือพื้นที่ที่ช่วยให้เราเกิดการเรียนรู้และพัฒนาไปในทางที่ดี
คุณลักษณะของกัลยาณมิตรจึงครอบคลุมตั้งแต่การมีความสัมพันธ์ที่ดี การให้ความเคารพ การเป็นผู้ที่มีความรู้และสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ผู้อื่น การสื่อสารและอธิบายสิ่งต่าง ๆ ให้เข้าใจได้ การมีความอดทนต่ออุปสรรค ไปจนถึงการไม่ชักนำผู้อื่นไปในทางที่เสื่อมเสีย
แนวคิดนี้ทำให้เห็นว่า “กัลยาณมิตร” ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ใหญ่หรือครูเท่านั้น เด็กสามารถเป็นกัลยาณมิตรให้กับเด็กด้วยกันเอง และผู้ใหญ่เองก็สามารถเรียนรู้จากเด็กได้เช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่กลุ่มเพื่อนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรม การมีเพื่อนและสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนกัน จึงสามารถกลายเป็นพลังสำคัญที่ช่วยให้เด็กเติบโตไปในทิศทางที่ดี
ท้ายที่สุด การสร้างสังคมที่เอื้อต่อการเติบโตของเยาวชนจึงอาจไม่ใช่การพยายามทำให้เด็กทุกคนเก่งในแบบเดียวกัน แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนได้ค้นพบความสามารถของตัวเอง ได้ทดลอง ได้ตั้งคำถาม ได้มีส่วนร่วม ได้รับการรับฟัง และสามารถเติบโตไปพร้อมกับผู้อื่น
เพราะการเรียนรู้ที่มีความหมายไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่คนหนึ่งสอน และอีกคนหนึ่งเรียนรู้เพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดขึ้นเมื่อผู้คนต่างเป็นทั้งผู้เรียนรู้และผู้สนับสนุนการเติบโตของกันและกัน
และในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การมีกัลยาณมิตรที่พร้อมเดินไปด้วยกัน อาจเป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างมีความหมาย พร้อมทั้งร่วมสร้าง “สังคมแห่งการเคารพและเรียนรู้ร่วมกัน” ไปพร้อมกันได้
เรียบเรียงโดย นวนันต์ เกิดนาค






