ภาษาในเทศกาล พื้นที่ของความหมาย อัตลักษณ์ และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม

ภาพการเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ สงกรานต์ หรือเทศกาลสำคัญอื่น ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าเทศกาลไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมตามปฏิทินเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนในสังคมร่วมกันให้ความหมายและคุณค่าแก่ชีวิต ความสัมพันธ์ และตัวตนของตนเอง เทศกาลจึงทำหน้าที่สะท้อนสิ่งที่สังคมนั้นให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทางศาสนา ความหวัง การเริ่มต้นใหม่ ความผูกพันในครอบครัว หรือการอยู่ร่วมกันของผู้คนในชุมชน ผ่านพิธีกรรม สัญลักษณ์ และการปฏิบัติซ้ำ ๆ ที่สืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบัน
หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการเฉลิมฉลองคือ “ภาษา” ตั้งแต่คำอวยพร ประโยคที่ใช้กล่าวถึงเทศกาล ไปจนถึงถ้อยคำและสัญลักษณ์ที่ถูกเลือกใช้ในช่วงเวลาเหล่านี้ ภาษาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสื่อสารความปรารถนาดี แต่ยังสะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรม อัตลักษณ์ และความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้พูด คำอวยพรหนึ่งประโยคอาจบอกได้มากกว่าความหมายตรงตัว เพราะยังเผยให้เห็นถึงความเชื่อ ค่านิยม และโลกทัศน์ของสังคมที่ภาษาเหล่านั้นถือกำเนิดและถูกใช้งาน
บทความนี้ LSEd Let’s Talk ชวนพูดคุยกับ รศ.ดร.เมลดา สุดาจิตรอาภา หรือ อ.นุ่น อาจารย์ประจำคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาและการสอนภาษา เพื่อร่วมสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างภาษา การเฉลิมฉลอง และอัตลักษณ์ ตั้งแต่บทบาทของคำอวยพรและวัฒนธรรมภาษาในเทศกาลต่าง ๆ ไปจนถึงการเรียนรู้ภาษาในสังคมพหุวัฒนธรรม และการใช้ภาษาเป็นพื้นที่ของความเข้าใจ ความหลากหลาย และความเท่าเทียมในสังคมร่วมสมัย

ความสัมพันธ์ระหว่าง “ภาษา วัฒนธรรม อัตลักษณ์” ในการเฉลิมฉลอง
ในมุมมองของ อ.นุ่น ความสัมพันธ์ระหว่างภาษาและอัตลักษณ์ เป็นสิ่งที่สลับซับซ้อนและไม่อาจแยกขาดจากบริบททางสังคมและวัฒนธรรมได้ ภาษาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นเครื่องมือในการสื่อสารความหมาย อารมณ์ ความรู้สึก หรือประสบการณ์ของโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการประกอบสร้างอัตลักษณ์ของบุคคลและกลุ่มคน ทั้งในแง่การนิยามตัวตน การแบ่งแยก หรือรวมกลุ่มกับผู้อื่น รวมถึงการสร้างภาพแทนเชิงบวกและเชิงลบของทั้งตนเองและคนรอบข้าง อัตลักษณ์ที่ปรากฎผ่านการใช้ภาษาจึงไม่ใช่สิ่งตายตัว หากแต่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ เวลา สถานที่ และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social Interaction) ที่แต่ละคนเข้าไปมีส่วนร่วม
การเฉลิมฉลองเทศกาลต่าง ๆ โดยเฉพาะคริสต์มาส จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสัมพันธ์ระหว่างภาษา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ศาสนา และอัตลักษณ์ หากมองผ่านมุมของศาสนาคริสต์ วันที่ 25 ธันวาคม ถูกกำหนดให้เป็นวันเฉลิมฉลองการประสูติของพระเยซูคริสต์ ซึ่งสะท้อนความหมายเชิงสัญลักษณ์และความสำคัญทางศาสนาของคริสตจักรโรมันคาทอลิก ขณะเดียวกัน วันดังกล่าวยังมีรากทางประวัติศาสตร์จากวัฒนธรรมยุโรป โดยในสมัยโรมันมีการเฉลิมฉลองเทศกาล Sol Invictus หรือ “เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ผู้ไม่แพ้พ่าย” ที่สื่อถึงแสงสว่าง ความหวัง และพลังชีวิตในช่วงฤดูหนาว การเลือกวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันคริสต์มาสจึงเป็นการผสานความเชื่อดั้งเดิมของสังคมโรมัน เข้ากับความเชื่อของคริสเตียน ที่มองว่าการประสูติของพระเยซูเปรียบเสมือนแสงสว่างของโลกและมวลมนุษยชาติ และมีความเป็นอมตะ คงกระพัน และรวมผู้คนเป็นหนึ่งเดียว
อ.นุ่น ชี้ให้เห็นว่า การที่คริสต์มาสได้รับการยอมรับและเฉลิมฉลองอย่างแพร่หลายในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย สะท้อนกระบวนการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทางสังคม คนไทยจำนวนมากสามารถเข้าใจและใช้คำว่า “คริสต์มาส” ในภาษาไทย มีการตกแต่งต้นคริสต์มาส อาคารสถานที่ แต่งกายเป็นซานตาครอส แลกเปลี่ยนของขวัญ และจัดกิจกรรมสังสรรค์ แม้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ สิ่งเหล่านี้สะท้อนการยอมรับวัฒนธรรมคริสเตียนด้วยความเต็มใจ และการประกอบสร้างอัตลักษณ์ที่เชื่อมโยงตนเองเข้ากับความเป็นสากล ในขณะเดียวกัน ยังสะท้อนความไม่สมดุลของอำนาจทางวัฒนธรรม เมื่อเปรียบเทียบกับเทศกาลของศาสนาอื่น เช่น อิสลาม ที่แม้จะมีผู้นับถือจำนวนมากในสังคมไทย แต่กลับไม่ได้มีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ในระดับเดียวกัน เรียกได้ว่าไม่ค่อยมีการปรากฎของคำเรียกงานเทศกาลทางอิสลามมากนัก
ท้ายที่สุด อ.นุ่น อธิบายว่า การที่สังคมยังคงเล่าเรื่องคริสต์มาสผ่านภาษา เรื่องเล่า และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่มาของซานตาครอสว่ามาจากนักบุญนิโคลัส ต้นคริสต์มาสที่ชาวเยอรมันเชื่อว่าต้นไม้สีเขียวเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต การให้ของขวัญที่เป็นการถวายของนักบวชโบราณ (Magi) ที่มีพลังวิเศษได้รับพรจากเทพเจ้า หรือแสงไฟประดับ ล้วนเป็นการสืบทอดความหมายทางวัฒนธรรมจากอดีตสู่ปัจจุบัน และสะท้อนอัตลักษณ์ของผู้คนที่รับเอาวัฒนธรรมคริสเตียนเข้ามาหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต การเฉลิมฉลองคริสต์มาสจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมตามเทศกาล แต่เป็นพื้นที่ที่ภาษา วัฒนธรรม อำนาจ และอัตลักษณ์มาบรรจบกันอย่างชัดเจนในสังคมร่วมสมัย

การสื่อสารความหมายของการเฉลิมฉลองผ่าน คำ วลี หรือสัญลักษณ์ทางภาษาในช่วงเทศกาล
อ.นุ่น อธิบายว่า คำ วลี และสัญลักษณ์ทางภาษาที่ใช้ในช่วงเทศกาลมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อสารอัตลักษณ์และบริบททางสังคมวัฒนธรรมของผู้ใช้ภาษา ซึ่งสามารถสังเกตได้จากคำที่ผู้คนใช้กันจนติดปาก เช่น คำอวยพร Merry Christmas ที่หลายคนอาจตั้งคำถามว่าเหตุใดเราจึงไม่ใช้คำว่า Merry New Year แต่กลับใช้คำว่า ‘merry’ เฉพาะกับเทศกาลคริสต์มาสเท่านั้น คำว่า Merry Christmas มีที่มาหลากหลาย แต่โดยทั่วไปมักอ้างอิงถึงเพลงสวดหรือเพลง Carol ที่ร้องในช่วงเทศกาลคริสต์มาสในอดีต ซึ่งอาจย้อนกลับไปได้ถึงศตวรรษที่ 16 ในประเทศอังกฤษ เช่น เพลงพื้นบ้าน “We Wish You a Merry Christmas” ที่นักร้องคารอลใช้ร้องเพื่อขอขนม figgy pudding
ต่อมา คำว่า Merry Christmas ยิ่งถูกตอกย้ำและแพร่หลายมากขึ้นผ่านสื่อวัฒนธรรมร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นเพลงยอดนิยม เช่น Merry Christmas โดย Ed Sheeran และ Elton John รวมถึงการ์ดอวยพรที่ผลิตในเชิงพาณิชย์ ซึ่งต่างเลือกใช้ถ้อยคำนี้อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นรูปแบบการอวยพรที่ผู้คนคุ้นเคยและใช้สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในเชิงความหมาย คำว่า ‘merry’ สื่อถึงความสนุกสนาน ความรื่นเริง และบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองหรือปาร์ตี้ ขณะที่คำว่า ‘happy’ มักถูกใช้กับเทศกาลอื่น ๆ และมีนัยของ “ความสุขภายใน” ที่ลึกซึ้งกว่า อย่างไรก็ตาม ในบริบทที่เป็นทางการ โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักร มักนิยมใช้คำว่า Happy Christmas มากกว่า เนื่องจากผู้ใช้ภาษาอังกฤษในบริบทนั้นรับรู้ว่าคำว่า ‘merry’ อาจเชื่อมโยงกับความมึนเมาหรือการเฉลิมฉลองอย่างสนุกสุดเหวี่ยง จึงมองว่า Happy Christmas มีความสุภาพและเป็นทางการมากกว่า
ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างภาษา อัตลักษณ์ และวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน คำทุกคำที่ใช้ในเทศกาลล้วนมีรากเหง้าและความหมายที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และตัวตนของผู้พูด หากเราใส่ใจสังเกตและเรียนรู้ผ่านภาษา เราจะสามารถทำความเข้าใจความแตกต่างของผู้คนและวัฒนธรรมอื่น ๆ ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
การสื่อสารความหมายของการเฉลิมฉลองผ่าน คำ วลี หรือสัญลักษณ์ทางภาษาในบริบทสังคมไทย
เมื่อเปรียบเทียบกับบริบทของประเทศไทย อ.นุ่น ยกตัวอย่างเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งคำว่า “สงกรานต์” มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤตว่า “สงฺกฺรานติ” หมายถึง “การเคลื่อนย้าย” โดยเฉพาะการเคลื่อนของดวงอาทิตย์จากราศีหนึ่งไปสู่อีกราศีหนึ่ง หรือการย้ายเข้าสู่ราศีเมษ อันสื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ การชำระล้าง และการปัดเป่าสิ่งไม่ดี ความหมายดังกล่าวจึงถูกนำมาใช้เป็นชื่อของเทศกาลปีใหม่ไทย หากพิจารณาในเชิงสัญลักษณ์ จะเห็นความเชื่อมโยงกับคริสต์มาสในแง่การให้ความหมายกับ “ดวงอาทิตย์” และแสงสว่าง แต่แตกต่างกันที่รากเหง้าทางภาษาและวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างสังคมไทยกับอินเดียในหลายมิติ
ในส่วนของคำอวยพร ภาษาไทยยังสะท้อนระบบระดับภาษาและโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความอาวุโส สถานะทางสังคม ความสนิทสนม หรือระยะห่างระหว่างผู้พูดกับผู้รับสาร ตัวอย่างเช่น คำอวยพรว่า “ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงดลบันดาลความก้าวหน้าและความเป็นสิริมงคลมาสู่ท่านและครอบครัว” คำอวยพรลักษณะนี้สะท้อนอิทธิพลของวัฒนธรรมพุทธและพราหมณ์ในสังคมไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการให้พร พิธีกรรม และคำกล่าวมงคลจากคติพุทธศาสนาเถรวาท คำว่า “อาราธนา” ซึ่งมีรากจากภาษาบาลี–สันสกฤต หมายถึงการเชื้อเชิญ มักใช้ในบริบทของพิธีกรรมทางศาสนา เช่น การเชิญพระธรรมคำสอน ดังนั้น คำอวยพร จึงมีความเกี่ยวโยงอย่างเห็นได้ชัด กับรากเหง้าที่มา วัฒนธรรม ศาสนา อัตลักษณ์ ของผู้พูดภาษานั้น ๆ
อย่างไรก็ตาม ในบริบทที่ไม่เป็นทางการ หรือในกลุ่มคนที่มีสถานะทางสังคมใกล้เคียงกัน คำอวยพรอาจถูกลดทอนให้เรียบง่ายลงเป็นเพียง “สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ/ครับ” ซึ่งสะท้อนอิทธิพลของรูปแบบการอวยพรแบบตะวันตกที่มีความเป็นสากล คล้ายกับ Happy New Year แม้คำว่า “สุขสันต์” จะยังมีรากจากภาษาบาลี–สันสกฤต แต่โครงสร้างการอวยพรกลับไม่ยึดโยงกับศาสนาพุทธหรือพราหมณ์โดยตรง จึงอาจมองได้ว่าเป็นการหยิบยืม ปรับเปลี่ยน และประกอบสร้างอัตลักษณ์ความเป็นสากล หรือ globalized identity ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ความเป็นไทย
นอกจากนี้ อ.นุ่น ยังชี้ให้เห็นว่า การอวยพรของสังคมไทยมักไม่ได้มุ่งเพียงระดับปัจเจก แต่รวมถึงครอบครัวของผู้รับสารด้วย ซึ่งสะท้อนความสำคัญของหน่วยครอบครัวและชุมชนในวัฒนธรรมไทย หากในอนาคต คำว่า “ครอบครัว” ค่อย ๆ ลดบทบาทลงในคำอวยพร หรือคนรุ่นใหม่เลือกไม่ใช้ถ้อยคำอย่าง “อาราธนา” “ดลบันดาล” “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” หรือ “พระศรีรัตนตรัย” ปรากฏการณ์ทางภาษานี้อาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมไทย และบทบาทของศาสนาในวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ได้เช่นกัน ในที่สุด ภาษา จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือสื่อสาร แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยสะท้อนให้เราเห็นอัตลักษณ์ ความคิด ความเชื่อ และวัฒนธรรมของสังคมภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอย่างแยกขาดจากกันได้

ภาษา กับ พื้นที่การเรียนรู้ที่สร้างความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม
อ.นุ่น อธิบายว่า เมื่อภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ รวมถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจและการครอบงำ ภาษาและวัฒนธรรมจึงไม่อาจแยกออกจากกันได้ ในบริบทของการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศหรือภาษาที่สอง ผู้เรียนจะไม่สามารถเรียนรู้ภาษาได้ หากปราศจากความเข้าใจในวัฒนธรรมภาษานั้น ๆ เพราะภาษาไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้างทางไวยากรณ์หรือคำศัพท์ แต่เป็นพื้นที่ที่บรรจุความหมายทางสังคมและวัฒนธรรมเอาไว้
แม้ภาษาอังกฤษจะมีสถานะเป็นภาษาสากล (English as a Global Language) และถูกใช้เป็นภาษากลางในการสื่อสารระหว่างประเทศอย่างแพร่หลาย แต่ในความเป็นจริง ผู้ใช้ภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ในโลกกลับเป็นผู้ที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองหรือภาษาต่างประเทศ มากกว่าผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ นั่นหมายความว่า ภาษาอังกฤษไม่ได้มี “เจ้าของภาษา” เพียงกลุ่มเดียวที่ทำหน้าที่กำหนดบรรทัดฐานหรือค่ามาตรฐานของภาษาอีกต่อไป
ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง “วัฒนธรรม” ในบริบทของการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ จึงไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงวัฒนธรรมของผู้ใช้ภาษาอังกฤษแบบดั้งเดิม เช่น British English หรือ American English เท่านั้น แต่ควรรวมถึงวัฒนธรรมของผู้ใช้ภาษาอังกฤษในบริบทต่าง ๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมของชาวอินเดียที่พูดภาษาอังกฤษ หรือชาวจีนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง ความเข้าใจเช่นนี้จะช่วยเปิดมุมมองให้เห็นความหลากหลายของภาษาอังกฤษในโลกปัจจุบัน และทำให้สามารถสร้างอัตลักษณ์ทางภาษาที่สอดรับกับภาษาแม่และบริบททางวัฒนธรรมของตนเองได้
อ.นุ่น ยกตัวอย่างกรณีของผู้พูดภาษาอังกฤษชาวไทย ที่มักลงท้ายประโยคภาษาอังกฤษด้วยคำว่า “ค่ะ/ครับ” เช่น “Thank you ka” หรือมีลักษณะการพูดและการเขียนที่อ้อม ไม่ตรงประเด็นมากนัก ซึ่งสะท้อนค่านิยมด้านความสุภาพและการให้ความสำคัญกับระดับภาษาในวัฒนธรรมไทย สำหรับคนไทย การสื่อสารที่ตรงเกินไปอาจถูกมองว่าไม่สุภาพ การแสดงออกทางภาษาจึงถูกปรับให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมของตนเอง ความเข้าใจวัฒนธรรมภาษาของผู้พูดที่หลากหลายเช่นนี้ จะช่วยลดการยึดติดกับแนวคิดเรื่อง “ความถูกต้อง” ตามค่ามาตรฐานดั้งเดิมของภาษา
ภาษาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยทางสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ หากปราศจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับวัฒนธรรมภาษาของผู้พูดแต่ละกลุ่ม เราจะไม่สามารถเข้าถึงมุมมอง ความคิด ความเชื่อ หรืออำนาจที่หล่อหลอมการใช้ภาษาของบุคคลนั้น ๆ ได้อย่างแท้จริง และจะทำให้การสื่อสารหรือการอยู่ร่วมกันในบริบทข้ามวัฒนธรรมเป็นไปได้ยาก
อ.นุ่น เน้นย้ำว่า ภาษาและวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่คู่กัน การคาดหวังให้ผู้เรียนพูดภาษาที่สอง หรือปรับอัตลักษณ์ของตนเองให้พูดหรือใช้ภาษาเหมือนเจ้าของภาษาโดยสมบูรณ์นั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย การเรียนรู้และยอมรับความหลากหลายของวัฒนธรรมภาษา จึงเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมในปัจจุบัน
หากระบบการศึกษาให้ความสำคัญกับเพียงวัฒนธรรมหลักหรือวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาเพียงด้านเดียว อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่ใช้ภาษานั้นเป็นภาษาที่สอง โดยเฉพาะผู้ที่มีภาษาแม่เป็นภาษาของชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ (ethnic minority languages) ซึ่งในหลายกรณี วัฒนธรรมกระแสหลักอาจกลืนกลายอัตลักษณ์ดั้งเดิมของกลุ่มคนเหล่านี้ หรือทำให้สิทธิทางภาษาของพวกเขาถูกลดทอนลง ดังนั้น การให้คุณค่าแก่ความหลากหลายของวัฒนธรรมภาษา จึงไม่เพียงช่วยเปิดพื้นที่การเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางสังคมผ่านการศึกษาอีกด้วย

งานสอน งานวิจัย หรือโครงการบริการวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภาษา อัตลักษณ์ หรือการประยุกต์ใช้ภาษาในสังคม
อ.นุ่น เล่าว่า ปัจจุบันได้ริเริ่มทำโครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับประเด็นอัตลักษณ์พหุภาษา การศึกษาเชิงพหุภาษา และความเท่าเทียมทางสังคม ซึ่งกรอบการทำงานวิจัยหลักที่ใช้อธิบายงานของตนในปัจจุบันคือ multilingualism, multilingual education, and social inclusion โดยงานวิจัยนี้ได้ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นบริบทที่มีความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรม โดยมุ่งศึกษาการประกอบสร้างอัตลักษณ์พหุภาษาของนักเรียนชาวไทยมุสลิมที่ใช้ภาษามลายูปัตตานีเป็นภาษาแม่ และในขณะเดียวกันก็เรียนรู้และใช้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาอาหรับ และภาษามลายูกลางควบคู่กันไป
จากการศึกษาพบว่า อุดมการณ์ของภาษาหลัก เช่น ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ส่งอิทธิพลต่อการรับรู้ตัวตนของเยาวชนในพื้นที่ ทำให้หลายคนลดทอนการใช้ภาษาแม่ของตนเองลง เนื่องจากกังวลว่าเสียงหรือสำเนียงจากภาษามลายูปัตตานีจะส่งผลให้การพูดภาษาไทยไม่ชัดเจน และอาจถูกมองว่าเป็นคนต่างถิ่น ขาดการศึกษา หรือมาจากชนบท ภาษาหลักจึงถูกทำให้กลายเป็น “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่สามารถใช้ในการขยับสถานภาพทางสังคมและสร้างโอกาสในการออกจากพื้นที่เดิม นอกจากภาษาไทยและภาษาอังกฤษแล้ว ภาษามาเลย์กลางก็มีบทบาทและอิทธิพลต่อการใช้ภาษาของเยาวชนในพื้นที่เช่นเดียวกัน ส่งผลให้รูปแบบการใช้ภาษามลายูปัตตานีเปลี่ยนแปลงไป มีการปะปนกับภาษาไทยมากขึ้น และบางคำถูกใช้น้อยลงจนไม่สามารถสื่อสารได้เหมือนคนรุ่นพ่อแม่
อ.นุ่น ชี้ว่า ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านภาษาเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับกระแสโลกาภิวัตน์ นโยบายการศึกษา และอิทธิพลของโซเชียลมีเดียในปัจจุบัน ซึ่งล้วนส่งผลต่อการรับรู้และการต่อรองอัตลักษณ์ของเยาวชนในพื้นที่ การเรียนรู้ที่จะใช้ภาษาทุกภาษาใน “คลังภาษา” ของตนเองได้อย่างไม่รู้สึกขัดแย้งในใจ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรได้รับการปลูกฝัง อ.นุ่น เน้นว่า สังคมควรโอบรับความเป็นพหุภาษา (multilingualism) มากกว่าการยึดติดกับความเป็นภาษาเดียว (monolingualism) เพราะการพูดได้หลายภาษาเป็นภาพสะท้อนของความหลากหลาย ซึ่งเป็นคุณค่า ไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกปิดบังหรือกดทับ โดยเฉพาะภาษาแม่ซึ่งเป็นรากเหง้าของตัวตน
นอกจากการทำงานกับนักเรียนแล้ว อ.นุ่น ยังได้สัมภาษณ์ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูสอนภาษาในจังหวัดปัตตานี เพื่อทำความเข้าใจมุมมองของผู้ปฏิบัติงานต่อการนำนโยบายการศึกษามาปรับใช้จริงในพื้นที่พหุภาษาและพหุวัฒนธรรม รวมถึงดำเนินโครงการวิจัยที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์ภาษาแม่ (ภาษามลายูถิ่น) และมรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นของเยาวชนไทยมุสลิมในพื้นที่ ปัจจุบันได้มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการทำงานวิจัยพหุภาษา ทั้งในพื้นที่ปัตตานี กรุงเทพมหานคร และต่างประเทศ เช่น University College London (UCL) และสิงคโปร์ โดยมีเป้าหมายที่จะขยายการทำงานไปยังภูมิภาคอื่น ๆ และนำกรอบการวิจัยที่พัฒนาขึ้นไปทดลองใช้ในโรงเรียน เพื่อศึกษาประเด็นที่หลากหลายมากขึ้นและสนับสนุนการพัฒนาการศึกษาแบบพหุภาษาในประเทศไทยต่อไป
ในด้านการเรียนการสอน อ.นุ่นยังบูรณาการประเด็นภาษา อัตลักษณ์ การสื่อสาร และวัฒนธรรมไว้ในรายวิชาหลายระดับ สำหรับระดับปริญญาตรี ได้แก่ วิชา Education and Equity วิชาแนวทางการสอนภาษาที่สอง และ วิชาศาสตร์และศิลป์แห่งการสอน ส่วนในระดับปริญญาโท มีการสอนวิชาในหัวข้อ เช่น Critical Pedagogy และในระดับปริญญาเอก ก็เปิดรับผู้ที่สนใจทำวิจัยด้านพหุภาษา การศึกษาแบบพหุภาษาและพหุวัฒนธรรม รวมถึงวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ นอกจากนี้ ในหลักสูตรปริญญาตรีใหม่ของคณะยังมีรายวิชาเลือกที่เกี่ยวข้องกับภาษาและการสื่อสารเพิ่มเติมด้วย
ควบคู่ไปกับงานสอนและงานวิจัย อ.นุ่น ยังจัดโครงการบริการวิชาการอย่างต่อเนื่อง เช่น การอบรมในหัวข้อวาทกรรมวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ และแนวทางการสอนภาษาต่างประเทศ รวมถึงการจัดเสวนาด้านอัตลักษณ์พหุภาษาและการศึกษาแบบพหุภาษา ซึ่งมีแผนจะจัดเป็นประจำทุกปี เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักวิชาการ ครู และผู้ที่สนใจประเด็นภาษาและความหลากหลายทางสังคม
บทสัมภาษณ์นี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ภาษาไม่ใช่เพียงเครื่องมือในการสื่อสาร แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์เชิงอำนาจเข้าไว้ด้วยกัน ตั้งแต่การใช้คำอวยพรในเทศกาล การเรียนรู้ภาษาในบริบทการศึกษา ไปจนถึงชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมพหุภาษา ภาษาเป็นกลไกสำคัญที่หล่อหลอมการรับรู้ตัวตนและความหมายของการอยู่ร่วมกันในสังคมร่วมสมัย การเปิดพื้นที่ให้เห็นคุณค่าและความหลากหลายของวัฒนธรรมภาษา ไม่เพียงช่วยสร้างความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาและสังคมที่เท่าเทียมและโอบรับความแตกต่างในโลกที่เชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น
เรียบเรียงโดย นวนันต์ เกิดนาค