เทคโนโลยีกับการสร้างสังคมที่โปร่งใส: จากการเรียนรู้สู่ความเท่าทันในสังคมดิจิทัล

ในชีวิตประจำวันของเรา เทคโนโลยีได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่แทบแยกไม่ออกจากการใช้ชีวิต ตั้งแต่การตื่นเช้าพร้อมเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงการใช้แอปพลิเคชันต่าง ๆ เพื่อทำงาน ติดต่อสื่อสาร หรือค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้ภายในไม่กี่วินาที เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกเท่านั้น แต่ยังเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อวิธีคิด การตัดสินใจ และรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น คำถามสำคัญที่ตามมา คือ เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังช่วยสร้างสังคมที่โปร่งใสให้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ในขณะที่ข้อมูลข่าวสารสามารถเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว ผู้คนก็ต้องเผชิญกับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ทั้งจริงและเท็จปะปนกันอยู่ การสร้างความโปร่งใสจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับการรู้เท่าทัน การตรวจสอบ และการใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณของผู้คนในสังคมด้วย
ท่ามกลางบริบทเช่นนี้ LSEd Social Change ขอชวนทุกคนร่วมสำรวจมุมมองและประสบการณ์ผ่านบทสัมภาษณ์ของ ผศ.ดร.เสมอกาญจน์ โสภณหิรัญรักษ์ หรือ อ.ตูน อาจารย์ประจำคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่จะพาเราไปทำความเข้าใจบทบาทของเทคโนโลยีต่อการสร้างความโปร่งใสในสังคม ผ่านงานสอน งานวิจัย และประสบการณ์การทำงานจริงในแวดวงการศึกษา
อ.ตูน มองว่า หากจะกล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีในสังคมปัจจุบัน จำเป็นต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อนว่า “เทคโนโลยี” คืออะไร หลายคนอาจมองว่าเทคโนโลยีคือเครื่องมือที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ สื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงเทคโนโลยีใหม่อย่าง AR (Augmented reality) VR (Virtual reality) และ AI ซึ่งหากมองในกรอบนี้ จะช่วยให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าเทคโนโลยีได้เข้ามาอยู่รอบตัวเราอย่างไรในชีวิตประจำวัน
เมื่อเริ่มต้นวัน เราอาจตื่นขึ้นมาด้วยเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือ มากกว่าการตื่นจากเสียงไก่ขันเหมือนในอดีต จากนั้นก็เปิดอ่านข้อความในแอปพลิเคชันต่าง ๆ ก่อนลุกไปทำกิจวัตรประจำวัน ระหว่างเดินทางไปทำงาน เราใช้ Google Maps เพื่อเลือกเส้นทางที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด หลีกเลี่ยงการจราจรติดขัด หรือแม้แต่การทำงานเองก็เปลี่ยนไป หลายคนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่ทำงาน แต่สามารถประชุมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Zoom, Google Meet หรือ Webex ได้ เทคโนโลยีจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงผู้คนซึ่งอยู่ต่างพื้นที่ให้สามารถสื่อสารและทำงานร่วมกันได้
ในด้านการเรียนรู้ก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติ เช่น น้ำท่วมหรือเหตุการณ์ความไม่สงบ ที่ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติ เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทช่วยให้การเรียนรู้ยังดำเนินต่อไปได้ ครูสามารถจัดการเรียนการสอนออนไลน์เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ได้ทันตามกรอบของหลักสูตรแกนกลาง นอกจากนี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดมากในปัจจุบันคือการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น TikTok หรือ Instagram ในรูปแบบเนื้อหาสั้น ๆ หรือ bit size learning ซึ่งแม้ในอดีตจะเคยถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูล แต่ปัจจุบันผู้เรียนเองก็เริ่มพัฒนาทักษะในการคัดกรองข้อมูลมากขึ้น
จากการพูดคุยกับนักศึกษาพบว่า ผู้ที่เลือกเรียนรู้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์มักใช้วิจารณญาณของตนเองในการตัดสินใจว่าจะติดตามเนื้อหาจากแหล่งใด โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น คุณค่าของเนื้อหาที่ผู้สร้างนำเสนอ รวมถึงความคิดเห็นของผู้ใช้งานคนอื่น ๆ ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบและสะท้อนความน่าเชื่อถือของข้อมูลไปพร้อมกัน
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยีได้ค่อย ๆ เข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน ทั้งในมิติของการดำรงชีวิตประจำวันและการเรียนรู้ จากเดิมที่ยึดโยงกับผู้สอนหรือพื้นที่ทางกายภาพ กลายเป็นการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น และตอบสนองต่อความสนใจเฉพาะบุคคลมากขึ้น จนแนวคิดเรื่อง “Anywhere Anytime” ไม่ได้เป็นเพียงคำพูด แต่กลายเป็นความจริงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของสังคมปัจจุบัน

เทคโนโลยี กับการสร้างสรรค์สังคมที่โปร่งใส
เมื่อถามถึงบทบาทของเทคโนโลยีในการสร้างสรรค์ “สังคมที่โปร่งใส” ผ่านกระบวนการเรียนรู้หรือรูปแบบการศึกษา อ.ตูน มองว่า ประเด็นนี้อาจไม่ได้มีคำตอบที่ชัดเจนตายตัวนัก เนื่องจากเทคโนโลยีเองสามารถนำไปสู่ทั้งความโปร่งใสและความคลุมเครือได้ในเวลาเดียวกัน ทั้งยังขึ้นอยู่กับบริบทการเข้าถึงและการใช้งานของแต่ละคนด้วย
อาจารย์อธิบายว่า ความหมายของคำว่า “โปร่งใส” เองก็เป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถาม หากหมายถึงการที่ข้อมูลหรือความคิดเห็นสามารถถูกตรวจสอบได้ หรือมีการนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ในความเป็นจริง เทคโนโลยีอาจยังไม่สามารถทำให้เกิดความโปร่งใสในลักษณะนั้นได้ เนื่องจากเทคโนโลยีเองก็เอื้อให้เกิดการปลอมแปลง บิดเบือน หรือสร้างภาพลวงตาให้ดูเหมือนเป็นเรื่องจริงได้เช่นกัน ดังนั้น ความโปร่งใสจึงอาจไม่ได้เกิดจากตัวเทคโนโลยีโดยตรง แต่ขึ้นอยู่กับเจตนา และ วิธีการใช้ ของผู้คนมากกว่า แม้กระทั่ง AI (Artificial intelligence) ที่กำลังมีบทบาทอย่างมากในสังคม หลายคนใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงาน สร้างสรรค์ เป็นที่ปรึกษา หรือแม้แต่ผู้ช่วยในการทำงาน ทำการบ้านส่ง จนหลายครั้ง เรากลับต้องมาตั้งคำถามว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ มีเพื่อช่วย หรือ ยิ่งทำให้สังคม กลายเป็นสังคมแห่งการหลอกลวง และด้วยการสร้างข้อมูล (Generate) ของ AI เอง ก็ถูกตั้งคำถามว่า ข้อมูลที่สร้างมานั้นบิดเบือน หากไม่ตรวจสอบ และนำไปเผยแพร่ จะเห็นได้ชัดเจนมากว่าข้อมูลเหล่านั้นไม่มีอยู่จริง เช่น เหตุการณ์ที่นักเรียนนักศึกษาหลายคน เอาโจทย์ที่ครู/อาจารย์สั่ง ไปใส่ใน AI ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT หรือ Gemini และให้สร้างคำตอบออกมา พบว่า ข้อมูลที่ตอบมานั้น ทั้งเนื้อหาและอ้างอิง เป็นสิ่งที่ AI พยายามสร้างขึ้นมาให้ เพื่อให้ตรงกับโจทย์ที่ให้มากที่สุด ซึ่ง อ้างอิง (Reference) เหล่านั้นไม่มีอยู่จริง แต่หากจะพิจารณาอีกครั้ง ก็จะพบว่า เหล่านี้ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้ครู/อาจารย์เห็นได้ชัดเจนว่า นักเรียน/นักศึกษาไม่ได้คิดคำตอบด้วยตนเอง แต่ให้ AI ช่วยทำงานมาส่ง ก็อาจจะกล่าวได้ว่า AI ก็สร้างตัวมันเองให้สามารถตรวจสอบได้เช่นกัน ดังนั้นจึงอยู่ที่มนุษย์เอง จะเป็นคนที่เชื่อหรือรู้จัก “เอ๊ะ” และตรวจสอบก่อนหรือไม่
ในมุมมองของอาจารย์ เทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ผู้ใช้งาน (User) อย่างพวกเราจึงเป็นผู้เลือกได้ว่าจะนำเครื่องมือเหล่านี้ไปใช้ในทิศทางใด บางคนใช้เพื่อสร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับตนเองและสังคม ขณะที่บางคนอาจใช้เพื่อบิดเบือนข้อมูลหรือปกปิดความจริง ส่งผลให้การสื่อสารคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง
แม้เทคโนโลยีจะไม่สามารถรับประกันความโปร่งใสได้โดยตรง แต่ในบางบริบท เทคโนโลยีก็มีส่วนช่วยสร้างสังคมที่โปร่งใสได้ ผ่านคุณลักษณะของการเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกมากขึ้น ผู้รับสารสามารถตรวจสอบ เปรียบเทียบ และพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่งในประเด็นเดียวกัน ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการมองเห็นความจริงรอบด้านมากขึ้น จากเดิมที่อาจเข้าถึงข้อมูลได้เพียงบางส่วน
นอกจากนี้ เทคโนโลยียังช่วยเปิดพื้นที่ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่ส่งเสริมทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศ รวมถึงการตรวจสอบข้อมูลซ้ำก่อนเชื่อหรือส่งต่อ ซึ่งล้วนเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้การรับสารมีความโปร่งใสมากขึ้น และลดโอกาสในการตกเป็นเหยื่อของข้อมูลเท็จหรือการหลอกลวง
อย่างไรก็ตาม การเปิดให้เข้าถึงข้อมูลจำนวนมากก็อาจนำไปสู่ความเสี่ยงเช่นกัน โดยเฉพาะในกรณีที่ข้อมูลส่วนบุคคลถูกเปิดเผยโดยที่เจ้าของข้อมูลไม่ได้ยินยอม เทคโนโลยีจึงเปรียบเสมือน “ดาบสองคม” ที่ให้ทั้งประโยชน์และความท้าทายควบคู่กันไป การสร้างสังคมที่โปร่งใสจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การตระหนักรู้ การเลือกใช้ และความรับผิดชอบของผู้คนในสังคมร่วมกัน

ตัวอย่างเทคโนโลยีกับการสร้างความโปร่งใสในสังคม
อ.ตูน กล่าวว่า โปรแกรมหรือแอปพลิเคชันพื้นฐานที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ก็สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างความโปร่งใสได้ หากมีการนำข้อมูลมาใช้เปรียบเทียบและตรวจสอบอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ความโปร่งใสไม่ได้เกิดจากตัวเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากข้อมูลสารสนเทศที่ถูกนำมาใช้ และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบได้
ในบริบทของการจัดการเรียนรู้ อาจารย์ยกตัวอย่างระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ หรือ Learning Management System (LMS) ที่สถาบันการศึกษาหลายแห่งนำมาใช้ในปัจจุบัน ระบบเหล่านี้มีเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถติดตามผลการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นคะแนน การส่งงาน ผลตอบรับจากผู้สอน หรือสถานะการเรียนรู้ในแต่ละรายวิชา สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความโปร่งใสในกระบวนการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบการทำงานของตนเอง เข้าใจเกณฑ์การประเมิน และรับรู้ผลการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน หากมองในระดับชุมชนหรือสังคมในวงกว้าง สื่อสังคมออนไลน์ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความโปร่งใส โดยเฉพาะการใช้แฮชแท็ก (hashtag) เพื่อรวบรวมข้อมูลในประเด็นเดียวกัน ผู้ใช้งานสามารถติดตาม ตรวจสอบ และเปรียบเทียบเนื้อหาจากหลายแหล่งได้ในเวลาเดียวกัน ทำให้เห็นความแตกต่างหรือความสอดคล้องของข้อมูลที่ถูกนำเสนอ ซึ่งกระบวนการนี้เองช่วยเปิดพื้นที่ให้เกิดการตรวจสอบร่วมกันในสังคม
อาจารย์จึงมองว่า เทคโนโลยีไม่ได้ทำหน้าที่สร้างความโปร่งใสโดยลำพัง แต่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ และ เครื่องมือ ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูล เปรียบเทียบ ตรวจสอบ และเรียนรู้ร่วมกันได้มากขึ้น ความโปร่งใสจึงเกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยี ข้อมูล และผู้ใช้งาน ที่เลือกใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างมีวิจารณญาณและความรับผิดชอบ

งานสอน งานวิจัย และโครงการบริการวิชา ด้านการใช้เทคโนโลยีกับการสร้างความโปร่งใสในสังคม
อ.ตูน เล่าว่า หนึ่งในงานล่าสุดที่ได้มีโอกาสนำเสนอ คือการเข้าร่วม The ASJI International Symposium for Fiscal Year 2025–2026 ณ ประเทศอินโดนีเซีย ภายใต้หัวข้อ “From Social Media to Online Learning Space: Lessons Learned from Thailand’s Digital Learning Trend” ซึ่งเป็นการศึกษาเชิงสำรวจขนาดเล็ก แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำความเข้าใจการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในบริบทของประเทศไทย
งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาทั้งมุมมองของผู้สอนที่สร้างเนื้อหาการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ Instagram รวมถึงนักศึกษาที่เลือกเรียนรู้ผ่านช่องทางเหล่านี้ ผลการศึกษาพบว่า ผู้เรียนไม่ได้รับข้อมูลอย่างไร้การกลั่นกรอง แต่ใช้วิจารณญาณของตนเองในการพิจารณาความน่าเชื่อถือของเนื้อหา ทั้งจากการอ่านความคิดเห็นของผู้ชมรายอื่น การรับชมเนื้อหาหลายคลิปเพื่อเปรียบเทียบ หรือการตัดสินใจว่าจะเรียนรู้ต่อจากช่องใด สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบข้อมูล และเลือกเสพสารอย่างมีเหตุผล
อาจารย์มองว่า ประเด็นที่เชื่อมโยงกับการสร้างความโปร่งใสได้อย่างชัดเจนที่สุด คือการพัฒนาด้านการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล ให้กับผู้เรียนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอุดมศึกษาไปจนถึงหน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม เพราะรากฐานของความโปร่งใสคือการที่ผู้คนสามารถรู้เท่าทันข้อมูลที่เผยแพร่อยู่รอบตัว โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลจำนวนมากถูกสร้างขึ้นโดยเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจทำให้ผู้รับสารหลงเชื่อได้ง่ายหากขาดทักษะในการตรวจสอบ
ที่ผ่านมา คณะได้ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาหลักสูตรด้านการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างทักษะการตั้งคำถาม การตรวจสอบข้อมูล และการไม่ส่งต่อข้อมูลทันทีที่ได้รับ โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนสามารถหยุดวงจรของข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือน และการหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน การคลิกลิงก์ หรือการเชื่อข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ
นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีโครงการวิจัยที่มุ่งพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยเน้นให้ผู้เรียนรู้จักตั้งคำถาม วิเคราะห์ข้อมูล และไม่เชื่อข้อมูลทันทีโดยขาดการไตร่ตรอง ซึ่งหัวใจสำคัญของกระบวนการนี้คือ “ครู” ในฐานะผู้ออกแบบการเรียนรู้ โครงการจึงมุ่งพัฒนาครูในสถานศึกษาผ่านการอบรมด้านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning การสร้าง Growth Mindset การจัดการชั้นเรียนเชิงบวก รวมถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยออกแบบแผนการสอนและกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การสร้างความโปร่งใสในสังคมไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการพัฒนาคนให้มีทักษะการคิด การตั้งคำถาม และการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกันในสังคมดิจิทัลอย่างมีคุณภาพ
เรียบเรียงโดย นวนันต์ เกิดนาค