Loading...

ความเท่าเทียมในระบบสุขภาพไม่ใช่การ “ได้คืบจะเอาศอก”: เมื่อ “ความเข้าใจ” สำคัญไม่แพ้การรักษา

เคยได้เจอเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่คุณครูส่งมาปรึกษา ปัญหาเขียนจั่วหัวมาว่า ‘วิปริตผิดเพศ’ 

        ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร (หมอโอ๋) เล่าถึงเคสวัยรุ่นคนหนึ่งที่ถูกครูในโรงเรียนเรียกอย่างดูถูกเหยียดหยามว่า “อีตุ๊ดควาย” จนวัยรุ่นคนนั้นเริ่มเข้าใจไปเองว่าปัญหาการเรียนที่ถดถอยของตนเองนั้นอาจเกิดจาก “ความผิดปกติ” ในตัวเอง หรือเพราะเพศของตนนั้นไม่เหมือนคนอื่น

        ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้หมอโอ๋ตั้งคำถามว่า ยังมีเด็กอีกเท่าไหร่ที่กำลังเติบโตขึ้นมาพร้อมความรู้สึกว่าตัวเอง “ไม่ปกติ” หรือมองว่าศักยภาพของตนเองด้อยกว่าคนอื่นเพียงเพราะมีเพศสภาพที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่ และระบบสุขภาพของเรา เข้าใจ “ความเป็นมนุษย์” มากเพียงพอแล้วหรือยัง

        ในเวที Forum “รื้อกรอบวิชาชีพด้านสุขภาพ สร้างการดูแลของทุกคน” ภายใต้งาน Bangkok Pride 2026 วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องอเนกประสงค์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) โดยมี ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข (อ.อั๋น) คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมกับนักวิชาการจากทั้งสายแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุข ได้แก่ ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร (หมอโอ๋) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ผศ.ดร.ปริยศ กิตติธีระศักดิ์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ผศ.ดร.รณภูมิ สามัคคีคารมย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

        ร่วมชวนสังคมกลับมาทบทวนว่า การดูแลสุขภาพที่ดี อาจเริ่มต้นจากการทำให้คนคนหนึ่งรู้สึก “ปลอดภัย” ที่จะเป็นตัวเอง

 

 ระบบสุขภาพยังไม่ทันความหลากหลายของมนุษย์

        แม้สังคมไทยจะเริ่มเปิดพื้นที่ให้กับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น แต่ในระบบการศึกษาของวิชาชีพด้านสุขภาพ หลายอย่างยังคงติดอยู่กับกรอบเดิม ทั้งหลักสูตรที่แน่นเกินกว่าจะสอดแทรกเนื้อหาใหม่ วิธีคิดที่ยังแบ่งมนุษย์ออกเป็นเพียง “ชาย-หญิง” ไปจนถึงการมองว่าการสอนเรื่องเพศเป็นหน้าที่ของอาจารย์หรือครูเฉพาะกลุ่มเท่านั้น

        ผศ.ดร.ปริยศ กิตติธีระศักดิ์ จากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า แม้ระบบพยาบาลไทยจะมีความเข้มข้นและผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ แต่ความแน่นของหลักสูตรกลับทำให้หลายสถาบันยังไม่สามารถสอดแทรกเรื่องความหลากหลายทางเพศได้ ปัจจุบันจึงทำได้เพียงสอดแทรกประเด็นดังกล่าวในบางรายวิชา หรือจัดการอบรมเพิ่มเติมเท่านั้น

        อย่างไรก็ตาม อ.ปริยศ พบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ “ความรู้” และ “ทัศนคติ” ควรเพิ่มการฝึกทักษะในการดูแลผู้ป่วยจริง

         “ความรู้กับทักษะในเรื่องการดูแลเป็นสิ่งที่สำคัญกับวิชาชีพอยู่ ส่วนทัศนคติส่วนใหญ่ดีแต่ปล่อยทิ้งไม่ได้ เพราะทัศนคติน่าจะเป็นประตูที่สำคัญสำหรับในทุก ๆ เรื่องเช่นกัน”

         ทางหมอโอ๋ มองว่าความอ่อนไหวทางเพศ (Gender Sensitivity) ไม่ควรถูกแยกออกจากการเรียนการสอน เพราะในระบบการแพทย์ หลายอย่างยังตั้งอยู่บนกรอบคิดแบบ “สองเพศ” ตั้งแต่ห้องพักผู้ป่วยชาย-หญิง การใช้สีฟ้าและสีชมพูแทนเพศ ไปจนถึงความเชื่อที่ว่าผู้หญิงต้องมีมดลูก ล้วนสะท้อนวิธีคิดที่ยังไม่เข้าใจความหลากหลายของมนุษย์

        ขณะที่ ผศ.ดร.รณภูมิ สามัคคีคารมย์ จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า อีกปัญหาสำคัญคือการผลักเรื่องความหลากหลายทางเพศให้กลายเป็นหน้าที่ของอาจารย์เฉพาะทาง ทั้งที่จริงแล้วทุกคนสามารถสอดแทรกประเด็นเหล่านี้เข้าไปในรายวิชาของตนเองได้

         “ความหลากหลายเป็นเรื่องที่อาจารย์ทุกคนสามารถสอนได้”

 ทำไมเรื่อง “ความเท่าเทียม” ถึงสำคัญ?

        สำหรับ อ.รณภูมิ ความเท่าเทียมไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกคนได้รับเหมือนกัน แต่คือการทำให้แต่ละคนสามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเป็นธรรม โดยยกตัวอย่างถึงบางสถานพยาบาลที่มีระบบ Fast Track สำหรับคนไร้บ้าน เพราะหลายคนมีข้อจำกัดด้านเอกสารหรือบัตรประจำตัว ต้องใช้เวลาติดต่อหลายขั้นตอนก่อนเข้าพบแพทย์ แต่กลับมีคนมองว่านี่คือ “อภิสิทธิ์”

         ความเท่าเทียมมันคือ คนที่เขามีน้อย เราต้องเสริมอะไรบางอย่างเพื่อให้เขาสามารถอยู่บนจุดสตาร์ทเหมือนคนอื่นได้ หรือเขาวิ่งแข่งบนลู่เดียวกับคนอื่นก็จริง แต่เขามีโซ่ตรวนบางอย่าง เราต้องปลดโซ่ตรวนก่อน เราถึงจะปล่อยให้เขาวิ่งในลู่วิ่งเดียวที่มันยุติธรรม”

        อ.รณภูมิ มองว่าหากระบบสุขภาพยังจัดการผู้คนอย่างง่าย ๆ ตามเพศกำเนิด โดยไม่ปรับให้สอดคล้องกับตัวตนและบริบทชีวิตของผู้รับบริการ ก็อาจทำให้หลายคนไม่กล้ากลับมาใช้บริการอีก

        ด้านหมอโอ๋ ซึ่งมีโอกาสได้ทำงานขับเคลื่อนกฎหมายด้านความหลากหลายทางเพศ เล่าว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอมักได้ยินคำพูดอย่าง “ได้คืบจะเอาศอก” หรือ “จะแต่งงานมีลูกอีกทำไม” แต่สำหรับหมอโอ๋ สิ่งที่คนกลุ่มนี้เรียกร้องไม่ใช่ “อภิสิทธิ์” หากแต่เป็นสิทธิพื้นฐานที่มนุษย์คนหนึ่งควรได้รับตั้งแต่ต้น

         “มันไม่ใช่การหยิบยื่นให้ มันคือการสร้างจุดสตาร์ทของการเป็นมนุษย์ที่เท่ากัน”

        ขณะที่ อ.ปริยศ มองว่า ความไม่เท่าเทียมไม่ได้ส่งผลเพียงต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพ แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพจิตของผู้คนด้วย

        “ปัญหาสุขภาพจิตและการฆ่าตัวตาย ไม่ได้น้อยลงเลยหลังจากมีกฎหมายแต่งงานที่ผ่านมาเกือบ 2 ปี อัตราการฆ่าตัวตายยังสูงเหมือนเดิม มันแสดงให้เห็นว่าความเท่าเทียมอาจไม่ได้มาจากกฎหมายอย่างเดียว มันอาจมาจากทัศนคติหรือส่วนอื่น ๆ ที่ทำให้ปัญหาสุขภาพจิตลดลง” 

 ในฐานะนักวิชาการจะขับเคลื่อนสังคมได้อย่างไร?

         แม้การขับเคลื่อนในระบบสุขภาพจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ทั้งสามท่านมองว่า “นักวิชาการ” ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจให้สังคม

        สำหรับ อ.รณภูมิ จุดแข็งของนักวิชาการคือความน่าเชื่อถือในฐานะ “คนทำงานบนฐานข้อมูล” ที่สามารถใช้งานวิจัยเป็นสะพานเชื่อมให้ผู้คนเปิดรับมุมมองใหม่มากขึ้น รวมถึงตั้งคำถามกับปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคม 

        ขณะที่หมอโอ๋ มองว่าการพูดคุยบนฐานของหลักฐานทางวิชาการ ทำให้ผู้คนเข้าใจและเปิดใจรับฟังได้ง่ายขึ้น อีกทั้งวิชาชีพแพทย์ยังมีโอกาสได้สัมผัสชีวิตผู้คนในช่วงเวลาที่เปราะบาง ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญในการเข้าใจ “ความเป็นมนุษย์”

        ด้าน อ.ปริยศ มองว่าหลายอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว ทั้งการลดการใช้คำนำหน้า การไม่บังคับยูนิฟอร์ม หรือการเริ่มมีห้องน้ำเสมอภาคในบางพื้นที่

        อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงเป็นเรื่องของ “การรับฟัง” ทั้งสามท่านมองตรงกันว่า ระบบสุขภาพยังเต็มไปด้วยวิธีคิดแบบไบนารี่ (Binary) และโครงสร้างลำดับขั้น จนทำให้การเข้าใจบริบทชีวิต ความเหลื่อมล้ำ และความหลากหลายของผู้คนเป็นเรื่องที่ยากกว่าที่ควรจะเป็น 

 อนาคตของระบบสุขภาพที่โอบรับทุกคน

        ทั้งสามท่านต่างเชื่อว่า การผลิตบุคลากรทางสุขภาพที่เข้าใจ “ความเป็นมนุษย์” มากขึ้น คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว 

        หมอโอ๋ มองว่าในอนาคตหลักสูตรแพทย์ควรมีการฝึกอบรมเรื่องความหลากหลายอย่างจริงจัง ตั้งแต่การใช้สรรพนามกับผู้รับบริการ ไปจนถึงการออกแบบพื้นที่ที่ไม่ยึดติดกับการแบ่งเพศแบบเดิม อยากเห็นวอร์ดผู้ป่วยที่ไม่จำเป็นต้องแบ่งออกเป็นเพียง “ชาย-หญิง” รวมถึงอยากเห็นนักศึกษาแพทย์สามารถอยู่หอพักหรือสวมเครื่องแต่งกายตามเพศสภาพของตนเองได้ ภายใต้โครงสร้างที่เป็นธรรม 

 “เราสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยที่ไม่ได้คิดว่าใครต้องไปเบียดบังใคร หรือใครต้องเหนือใคร หรือใครต้องไม่เสียเปรียบกับใคร แต่ว่าเราต่างเป็นมนุษย์ที่เข้าถึงทรัพยากรที่ทำให้เราต่างเท่ากันได้”

         อ.รณภูมิ อยากเห็นวิชาด้านสาธารณสุขที่พูดถึง “ความเป็นมนุษย์” มากขึ้น เพราะปัจจุบันแม้จะมีการสอบวิชาชีพจำนวนมาก แต่กลับยังไม่มีพื้นที่สำหรับการเรียนรู้เรื่องการเคารพความแตกต่างของผู้คน

         อ.ปริยศ มองว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นทั้งระบบ ตั้งแต่หลักสูตร บุคลากร ไปจนถึงโครงสร้างของโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างปลอดภัยและเท่าเทียม

        ท้ายที่สุดแล้ว การดูแลสุขภาพอาจไม่ได้เริ่มต้นจากห้องตรวจ เครื่องมือทางการแพทย์ หรือหลักสูตรวิชาชีพเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มต้นจากการทำให้มนุษย์คนหนึ่งสามารถเป็นตัวเองได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องถูกตัดสิน

 เรียบเรียงโดย เอกนรี นาวี