Loading...

คนโสด | Polyamory | ครอบครัวข้ามเพศ : นิยามครอบครัวใหม่ที่ไปไกลกว่าสายเลือด

ครอบครัวคืออะไร?

        คำว่า “ครอบครัว” สำหรับหลายคนอาจมีภาพจำที่ชัดเจนคือความสัมพันธ์ที่ประกอบด้วยพ่อ แม่ และลูก เชื่อมโยงกันด้วยสายเลือดและบทบาททางสังคมที่ผู้คนคุ้นเคย แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป รูปแบบความสัมพันธ์และการใช้ชีวิตของผู้คนก็เริ่มเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

        ในปัจจุบัน ผู้คนกำลังออกแบบความสัมพันธ์และการใช้ชีวิตในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งครอบครัวของบุคคลข้ามเพศ ผู้ที่เลือกใช้ชีวิตโสด ความสัมพันธ์แบบ Polyamory และครอบครัวที่เกิดขึ้นจากการเลือกดูแลกันโดยไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด

        ในเวที Forum “ข้าม ขอบ ครอบครัว: นิยามครอบครัวใหม่ที่ไปไกลกว่าสายเลือด” ภายใต้งาน Bangkok Pride 2026 วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องอเนกประสงค์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) โดยมี ผศ.ดร.นรุตม์ ศุภวรรธนะกุล (อ.นอตติ) คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมด้วย คุณอาทิตยา อาษา (คุณนุ๊ก) เครือข่ายทอม ผู้ชายข้ามเพศ นอนไบนารี เพื่อความเท่าเทียม (TransEqual) คุณพงศธร อาชวพงศกร (คุณพงศ์) จาก Pride Ready Asia และคุณบุณฑริกา ลิ่วเฉลิมวงศ์ (คุณบัว) นักจิตวิทยาการปรึกษา

        ร่วมชวนสังคมทบทวนนิยามของคำว่า “ครอบครัว”  ในวันที่รูปแบบความสัมพันธ์กำลังขยายออกไปไกลกว่าความหมายเดิมที่สังคมคุ้นเคย

เมื่อคนที่ตั้งคำถามกับครอบครัว กลับเป็น "คนนอก"

        ไม่ว่าจะเป็นคนข้ามเพศที่มีลูก ผู้ที่เลือกใช้ชีวิตโสด หรือผู้ที่มีความสัมพันธ์แบบ Polyamory ล้วนต้องเผชิญคำถามคล้ายกัน ทั้งเรื่องความเหมาะสม ความมั่นคง หรือความสามารถในการดูแลคนที่รัก ในหลายครั้งคนภายนอกกลับเป็นผู้กังวลแทนเจ้าของชีวิตเสียเอง

        สำหรับ คุณอาทิตยา อาษา (คุณนุ๊ก) แม้ปัจจุบันผู้มีความหลากหลายทางเพศจะสามารถใช้ชีวิตคู่และสร้างครอบครัวได้อย่างเปิดเผยมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง คนกลุ่มนี้ไม่เคยได้รับ “อนุญาต” จากสังคมให้ถูกมองว่าเป็นครอบครัว ทั้งที่หลายคนใช้ชีวิตร่วมกันเป็นครอบครัวมาอย่างยาวนาน

        คุณนุ๊กยกตัวอย่าง กรณีชายข้ามเพศที่ต้องการมีลูกผ่านการอุ้มบุญ แต่กลับต้องอธิบายและพิสูจน์ความพร้อมในการเลี้ยงดูเด็กมากกว่าคนอื่น หรือกรณีผู้มีความหลากหลายทางเพศที่มีลูก ซึ่งตัวเด็กสามารถเข้าใจโครงสร้างครอบครัวของตนเองได้เป็นอย่างดี แต่กลับเป็นคนภายนอกที่ตั้งคำถามและมองว่าครอบครัวลักษณะนี้เป็นเรื่องผิดปกติ

“สิ่งหนึ่งที่น่าตั้งคำถามสำคัญ ทำไมเราต้องระบุความสามารถที่มากกว่าคนทั่วไปในการที่จะเลี้ยงลูกคนหนึ่ง”

        ด้าน คุณพงศธร อาชวพงศกร (คุณพงศ์) มองว่า หลายครั้งสังคมพยายามนิยามหรือหาคำอธิบายให้กับทุกสิ่งที่ตนเองไม่คุ้นเคย ทั้งที่แก่นสำคัญของครอบครัวอาจไม่ได้อยู่ที่รูปแบบความสัมพันธ์ แต่อยู่ที่ความรู้สึกห่วงใย การดูแล และความรับผิดชอบที่มีต่อกัน

คนที่สับสนคือคนถาม คนในครอบครัวนั้นไม่ค่อยมีใครสับสนนะ แต่คนสับสนคือคนที่ไม่เข้าใจ เขาอาจจะแค่ไม่มีชุดข้อมูลอะไรบางอย่างที่เคยเห็นมาก่อน”

ครอบครัวของคนข้ามเพศ ที่ยังต้องพิสูจน์ตัวเองมากกว่าคนอื่น

        อคติที่เกิดขึ้นในสังคมไม่ได้หยุดอยู่เพียงการตั้งคำถามจากคนภายนอก แต่ยังส่งผลต่อความรู้สึกมั่นคงและการใช้ชีวิตของผู้มีความหลากหลายทางเพศภายในครอบครัวด้วย

        คุณนุ๊กอธิบายว่า คนข้ามเพศจำนวนมากถูกกลืนหายไปในสังคมที่ยังให้ความสำคัญกับความเป็นชายและความเป็นหญิงตามกรอบเดิม ส่งผลให้เกิดภาวะ “ล่องหน” เพราะผู้คนยังคาดหวังให้ครอบครัวต้องประกอบด้วยพ่อที่เป็นผู้ชายและแม่ที่เป็นผู้หญิง ทั้งที่ในความเป็นจริง ครอบครัวมีรูปแบบที่หลากหลายกว่านั้นมาก

“คนข้ามเพศจำนวนมากถูกกลืนหายไปในสังคมที่ไม่มีการยืนยันอัตลักษณ์ เพราะถ้าไม่เป็นชายก็ต้องเป็นหญิง ทั้งที่บางคนเป็นนอนไบนารีและไม่ได้อยากถูกนิยามแบบนั้น มันจึงเกิดภาวะล่องหนของครอบครัว และภาวะล่องหนของผู้ปกครองที่เป็นคนข้ามเพศและนอนไบนารีอยู่มาก”

        คุณนุ๊กชวนมองอีกมุมว่า สังคมมักพูดถึงการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็ก แต่กลับไม่ค่อยพูดถึงพื้นที่ปลอดภัยของผู้ปกครองที่มีความหลากหลายทางเพศ ทั้งที่ผู้ปกครองซึ่งไม่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความหวาดกลัวจะสามารถสร้างครอบครัวที่โอบรับความหลากหลายได้ดีมากขึ้น

        คุณนุ๊กยกตัวอย่าง คนข้ามเพศคนหนึ่งที่ยังต้องใช้คำนำหน้านามตามเพศกำเนิด และรู้สึกไม่มั่นคงอยู่เสมอว่าหากข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยออกไป ลูกของตนจะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากเด็กคนอื่นหรือไม่

        ขณะที่คุณพงศ์มองว่า หลายครั้งการทำร้ายที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากความเกลียดชังโดยตรง แต่อาจเกิดจากความไม่เข้าใจ การใช้คำเรียก การตั้งคำถาม หรือการแสดงความเห็นเพียงเล็กน้อย ล้วนส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัยและความมั่นคงของคนในครอบครัวได้มากกว่าที่คิด

การครองโสด ไม่ใช่ความล้มเหลวของชีวิต

        “เมื่อไหร่จะแต่งงาน” หรือ “เมื่อไหร่จะมีลูก” แม้ความกังวลที่สังคมมีต่อคนโสดอาจเกิดขึ้นจากความหวังดี แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนอคติที่สังคมสร้างขึ้นและส่งต่อกันมาเป็นเวลานาน

        คุณบุณฑริกา ลิ่วเฉลิมวงศ์ (คุณบัว) มองว่าการสร้างครอบครัวไม่ใช่เรื่องของรสนิยมทางเพศหรือสถานะความสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความพร้อมทั้งด้านการเงิน วุฒิภาวะ และความตั้งใจในการดูแลกัน หากขาดสิ่งเหล่านี้ ปัญหาที่ตามมาอาจรุนแรงกว่าการเป็นโสดเสียอีก

“คำถามพวกนี้มาจากคนที่ปรารถนาดีต่อเราโดยไม่ตั้งใจ เขากังวลแทนเรา…แต่ปัญหาไม่ได้เกิดจากความหลากหลายที่คนตั้งเป็นอคติ หากมีปัจจัยอื่นที่เราควรคำนึงถึง เช่น การเงิน วุฒิภาวะ หรือความตั้งใจที่จะสร้างครอบครัว ซึ่งหลายครั้งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตมาก”

        ขณะเดียวกัน หลายคนเลือกครองโสดจากประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน บางคนเติบโตมากับความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ขณะที่บางคนค้นพบว่าการอยู่คนเดียวสามารถมอบความสุขและความมั่นคงทางใจได้ไม่ต่างจากการมีคู่

        คุณบัวชี้ว่า ในปัจจุบันมีพื้นที่และกิจกรรมสำหรับคนโสดมากขึ้น การมีคู่จึงไม่ใช่คำตอบเดียวของการใช้ชีวิต และในบางครั้ง การรีบมีความสัมพันธ์เพียงเพื่อเติมเต็มความรู้สึกขาดบางอย่าง อาจนำไปสู่ปัญหามากกว่าการอยู่คนเดียว

        ด้านคุณพงศ์มองว่า การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเกิดขึ้นจริงในระดับสังคมและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัยหรือบริการต่าง ๆ ที่เริ่มปรับตัวรองรับคนโสด ครอบครัวหลากหลาย และรูปแบบความสัมพันธ์ที่แตกต่างไปจากเดิม

        สิ่งสำคัญไม่ใช่การถกเถียงว่าความสัมพันธ์รูปแบบใดควรมีหรือไม่ควรมี แต่คือการมองเห็นโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงของสังคม

        “ถ้าเรามองว่าสิ่งนี้เป็นคำถามก็เข้าใจว่าเป็นห่วง แต่ถ้าเรามองว่าเป็นโอกาสที่จะขับเคลื่อนอะไรบางอย่างไปที่มันไกลจากสิ่งที่เรารู้อยู่เดิม..โอกาสที่มันเกิดขึ้นจากครอบครัวที่เปลี่ยนไป”

Polyamory เมื่อความรักอาจมีได้มากกว่าหนึ่งรูปแบบ

        ความสัมพันธ์แบบ Polyamory หรือความสัมพันธ์ที่มีคนรักมากกว่าหนึ่งคน ก็เป็นอีกหนึ่งรูปแบบความสัมพันธ์ที่ท้าทายความเข้าใจเดิมของสังคมว่า ความรักจำเป็นต้องเกิดขึ้นระหว่างคนเพียงสองคนเท่านั้น

       คุณพงศ์ชวนมองว่า การสมรสไม่ใช่เรื่องของความรักเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับสิทธิทางกฎหมาย ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการดูแลกันในระยะยาว ดังนั้น หากมีผู้คนที่เลือกใช้ชีวิตร่วมกันมากกว่าสองคน ก็ควรมีการพูดคุยถึงการคุ้มครองทางกฎหมายเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับทุกฝ่ายเช่นกัน

        นอกจากนี้คุณพงศ์ตั้งคำถามว่า ความสัมพันธ์จำเป็นต้องมีเพียงรูปแบบเดียวจริงหรือไม่ เพราะในวันที่ผู้คนสามารถเลือกออกแบบครอบครัวได้ด้วยตนเอง การมีเครือข่ายความสัมพันธ์ที่คอยดูแลและสนับสนุนกัน อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงทางใจและช่วยให้ผู้คนผ่านพ้นวิกฤติของชีวิต โดยเฉพาะเมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ

        “เราควรถกถามว่าเรื่องคุณภาพชีวิตของตัวเรา สุขภาพจิตดีไหม…ถ้าเรามีพ่อ แม่ ลูก แปลว่าเราคาดหวังให้ลูกเลี้ยงเรา แต่ถ้าเราไม่มีลูกให้พึ่ง การมีครอบครัวที่มากกว่าหนึ่งคนก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยดูแลกัน แบ่งปันภาระค่าใช้จ่าย อาจจะเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถใช้ชีวิตทางครอบครัวให้มันอยู่ต่อไปได้” 

        ด้านคุณนุ๊กมองว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อยถูกผลักออกจากระบบครอบครัวเดิม แต่ยังสามารถสร้าง “ครอบครัวที่เลือกเอง” (Chosen Family) ขึ้นมาได้ เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้ใครสักคนเป็นครอบครัว อาจไม่ใช่สายเลือด หากคือการเป็นคนที่สามารถดูแลและฝากผีฝากไข้กันได้ในวันที่ชีวิตเผชิญวิกฤติ

สังคมที่โอบรับทุกครอบครัว หน้าตาเป็นอย่างไร?

        สำหรับคุณบัว การยอมรับครอบครัวที่หลากหลายอาจเริ่มต้นจากการกลับมาตั้งคำถามว่า เราต้องการใช้ชีวิตและสร้างความสัมพันธ์แบบใด มากกว่าการยึดติดกับแบบแผนที่สังคมกำหนดไว้ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ผู้คนสามารถพูดคุยเรื่องเพศและความสัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมามากขึ้น

        ด้านคุณพงศ์มองว่า สังคมจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง เพราะรูปแบบครอบครัวและความสัมพันธ์ของผู้คนจะยิ่งหลากหลายมากขึ้นในอนาคต

        ขณะที่คุณนุ๊กเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงควรเกิดขึ้นในระดับโครงสร้าง โดยเฉพาะระบบการศึกษาและหน่วยงานรัฐที่ต้องเข้าใจความหลากหลายของครอบครัวมากขึ้น ตั้งแต่การใช้คำว่า “ผู้ปกครอง” แทน “พ่อแม่” ไปจนถึงการออกแบบกิจกรรมในโรงเรียนที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

        ท้ายที่สุดแล้ว ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ครอบครัวรูปแบบใหม่ แต่อยู่ที่สังคมยังยึดติดกับครอบครัวรูปแบบเดิม ทั้งที่ในความเป็นจริงผู้คนกำลังนิยามครอบครัวในแบบของตนเองมากขึ้น และสิ่งที่สร้าง “ครอบครัว” อาจไม่ใช่สายเลือด หากคือความรัก ความเข้าใจ และการเลือกดูแลกันในวันที่ชีวิตต้องการใครสักคน 

เรียบเรียงโดย เอกนรี นาวี