Loading...

พ่อแม่จำเป็นต้องทำอะไรไหม? กับอัตลักษณ์ทางเพศของลูกที่มีความหลากหลายทางเพศ

“ถ้าวันหนึ่งลูกไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้ เราจะยังรักเขาเหมือนเดิมไหม”

        คำถามนี้อาจเกิดขึ้นในใจพ่อแม่หลายคน เมื่อค้นพบว่าลูกมีอัตลักษณ์หรือรสนิยมทางเพศต่างจากสิ่งที่สังคมคุ้นเคย ความสับสน ความกังวล และความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงลูกจึงเกิดขึ้นในครอบครัว ด้วยความเชื่อว่านั่นคือหนทางที่จะทำให้ลูกมีชีวิตที่ดีขึ้น

        มีเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญการถูกกดดันให้เปลี่ยนแปลงตัวตนของตนเอง ทั้งการพาไปรักษา การบังคับให้ปฏิบัติตามบทบาททางเพศ หรือการใช้ชีวิตในแบบที่ไม่ใช่ตัวเอง โดยไม่มีหลักฐานทางวิชาการรองรับว่าวิธีการเหล่านี้สามารถเปลี่ยนอัตลักษณ์ทางเพศได้จริง 

        ในเวที Forum “อัตลักษณ์ทางเพศของลูก พ่อแม่กำหนดได้จริงไหม?: เปิดพื้นที่หัวใจ เพื่อเข้าใจความหลากหลายทางเพศ” ภายใต้งาน Bangkok Pride 2026 วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องอเนกประสงค์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) โดยมี ผศ.ดร.ศิริวรรณ กำแพงพันธ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมด้วย รศ.ดร.นันท์ชัตสัณห์ สกุลพงศ์ (อ.กีต้าร์) ดร.สิทธิพร ครามานนท์ (อ.สิทธิ) และ ดร.นฤมล พระใหญ่ (อ.ติ๊ก) จากสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

        ร่วมชวนสังคมทำความเข้าใจความหลากหลายทางเพศผ่านงานวิจัยและประสบการณ์จากครอบครัว พร้อมตั้งคำถามสำคัญว่า สิ่งที่ลูกต้องการมากที่สุด อาจไม่ใช่การถูกเปลี่ยนแปลง แต่คือการได้รับความรักและการยอมรับในแบบที่เขาเป็น

ความหวังดีกลายเป็นการพยายามเปลี่ยนตัวตนของลูก

        หนึ่งในคำถามที่ รศ.ดร.นันท์ชัตสัณห์ สกุลพงศ์ (อ.กีต้าร์) พบอยู่เสมอจากผู้ปกครอง คือ “ถ้าลูกเป็น LGBT+ จะเปลี่ยนเขาได้อย่างไร?”

        ความกังวลนี้นำไปสู่ความพยายามของพ่อแม่ในการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ทางเพศหรือรสนิยมทางเพศของลูก ซึ่งในทางวิชาการเรียกว่า SOGICE (Sexual Orientation and Gender Identity Change Efforts) ซึ่งรูปแบบที่พบมีตั้งแต่การพาไปพบแพทย์เพื่อ “รักษา” การข่มขู่ ลงโทษ หรือบังคับไม่ให้แสดงออกตามอัตลักษณ์ทางเพศ การส่งเข้าอบรมปรับพฤติกรรม ส่งไปเรียนโรงเรียนชายล้วนหรือโรงเรียนทหาร บังคับให้ทำกิจกรรมตามเพศกำเนิด ไปจนถึงการบังคับให้บวชหรือแต่งงาน 

        “ตรงนี้เป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เขารู้สึกอับอาย รู้สึกเหมือนถูกทำลายในสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์หรือว่าตัวตนของเขา”

        อ.กีต้าร์ ชี้ว่าปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่น่าเชื่อถือเพียงพอว่าวิธีการเหล่านี้สามารถเปลี่ยนอัตลักษณ์ทางเพศหรือรสนิยมทางเพศของบุคคลได้จริง แต่สิ่งที่งานวิจัยพบอย่างสม่ำเสมอกลับเป็นผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพจิต ทั้งภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล การใช้สารเสพติด และการพยายามฆ่าตัวตาย ขณะที่บาดแผลจากประสบการณ์เหล่านี้อาจติดตัวผู้ถูกกระทำไปได้ตลอดชีวิต

        “นอกจากมันไม่ได้ผล มันส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจลูกหลานของท่าน เพราะฉะนั้นเรายังจะทำมันอีกหรอ มันเป็นการทำร้ายลูกหลานของเราหรือเปล่า”

        จากการศึกษาในกลุ่มเยาวชน LGBT+ ไทย ยังพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งเคยเผชิญ SOGICE โดยแหล่งที่พบมากที่สุดคือครอบครัวและสถานศึกษา สะท้อนให้เห็นว่าความพยายามเปลี่ยนแปลงตัวตนของเด็ก มักเกิดขึ้นจากคนใกล้ชิดที่สุดในชีวิตของพวกเขา

        ท้ายที่สุดแล้ว ความทุกข์ของเด็กจำนวนมากอาจไม่ได้เกิดจากการเป็น LGBT+ แต่เกิดจากการรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นไปตามความคาดหวังของครอบครัว ขณะที่ความทุกข์ของพ่อแม่ก็มักเกิดจากความกังวลว่าลูกจะไม่เป็นไปตามความคาดหวังของสังคม

        เป็นจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญว่า เมื่อความคาดหวังพังทลายลง ครอบครัวจะก้าวผ่านความรู้สึกเหล่านั้นไปได้อย่างไร

สิ่งที่พ่อแม่กำลังกังวล มาจากลูกหรือของสังคม?

        ดร.สิทธิพร ครามานนท์ (อ.สิทธิ) อธิบายว่าความรู้สึกแรกที่พ่อแม่จำนวนมากเผชิญเมื่อรู้ว่าลูกมีอัตลักษณ์หรือรสนิยมทางเพศที่แตกต่างจากที่คาดหวัง มักเป็นความช็อก ความตกใจ หรือความรู้สึกท่วมท้นทางอารมณ์ แม้ก่อนหน้านั้นจะเคยสังเกตเห็นสัญญาณบางอย่างมาก่อนก็ตาม

        อ.สิทธิ ชวนให้มองว่าความรู้สึกเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะเกิดขึ้นจากความรัก ความห่วงใย และความคาดหวังที่พ่อแม่มีต่อลูกมาตลอด เมื่อภาพอนาคตที่เคยวาดไว้เปลี่ยนไป ความสับสนจึงเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของมนุษย์

        อย่างไรก็ตาม แทนที่จะรีบหาคำตอบหรือพยายามเปลี่ยนแปลงลูก ขอชวนให้พ่อแม่หันกลับมาทบทวนตนเองก่อนว่า ความช็อก ความกังวล หรือความกลัวที่เกิดขึ้นนั้นมีที่มาจากอะไร เป็นความกังวลเพื่อลูกจริง ๆ หรือเป็นความคาดหวังที่สังคมส่งต่อมาถึงเรา เพราะความกังวลของพ่อแม่มักมาจากความกลัวว่าลูกจะใช้ชีวิตลำบาก ถูกเลือกปฏิบัติ หรือไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ซึ่งล้วนเป็นผลจากทัศนคติและกรอบคิดทางสังคมที่ผู้คนเติบโตมาด้วยกันทั้งสิ้น

        “เราแบกรับความคาดหวังของญาติ หรือสังคม หลายครั้งความช็อก ความตกใจมันมีที่มา แล้วก็เป็นที่มาที่สังคมหรือเปล่าที่สร้างความรู้สึกอย่างนี้ให้เข้ามาสู่ใจเรา”

เรามองลูกผ่านสายตาใคร?

        ดร.นฤมล พระใหญ่ (อ.ติ๊ก) อธิบายว่าในหลายครอบครัว ความหลากหลายทางเพศของลูกไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งถูกค้นพบในวันที่มีการเปิดใจพูดคุยกัน แต่เป็นสิ่งที่สมาชิกในครอบครัวสังเกตเห็นมาโดยตลอด เพียงแต่ต่างฝ่ายต่างไม่กล้าถามและไม่กล้าพูดออกมา เมื่อวันหนึ่งพ่อแม่รับรู้ชัดเจนว่าลูกต่างจากความคาดหวัง จึงเกิดความเครียด ความกังวล และพยายามหาวิธีเปลี่ยนแปลงลูก เพราะเชื่อว่านั่นจะช่วยให้ลูกมีชีวิตที่ง่ายขึ้น

        อ.ติ๊ก ชวนให้พ่อแม่กลับมาตั้งคำถามกับตนเองว่า หากเราบอกว่ารักลูกและอยากให้ลูกมีความสุข ความสุขนั้นหมายถึงการที่ลูกได้เป็นตัวเอง หรือหมายถึงการที่ลูกเป็นไปตามแบบที่สังคมคาดหวัง

        “บางครอบครัวใส่ความคาดหวังทางสังคมเข้าไป..ใช้เลนส์ของสังคมมองลูกว่าลูกต้องเป็นแบบนี้ แต่ไม่ได้ใช้เลนส์ของความเป็นพ่อเป็นแม่มองลูกอย่างที่ลูกเป็น”

        หลายครั้งสิ่งที่ทำให้พ่อแม่ทุกข์ไม่ใช่การที่ลูกเป็น LGBT+ แต่เป็นการนำความคาดหวังของสังคมมาแบกรับไว้จนเผลอตัดสินตัวเองและตัดสินลูกไปพร้อมกัน ขณะที่ลูกเองก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่มีความคิด ความรู้สึก และเส้นทางชีวิตเป็นของตนเอง

        สิ่งสำคัญจึงอาจไม่ใช่การพยายามเปลี่ยนแปลงลูก แต่คือการส่งสัญญาณให้ลูกรับรู้ว่า ไม่ว่าลูกจะเป็นใคร ครอบครัวยังคงอยู่เคียงข้างเสมอ เพราะเมื่อบ้านกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย ลูกจะมีพื้นที่สำหรับพูดคุย เรียนรู้ และเติบโตไปพร้อมกับครอบครัว

        “ครอบครัวคือพื้นที่ปลอดภัยที่สุดที่กลุ่มหลากหลายต้องการ เพราะเขาจะอยู่ข้างนอกโดนใครไม่เข้าใจไม่เป็นไร แต่กลับมาในครอบครัวแล้ว เขาสามารถพูดได้ว่าวันนี้เขาไปโดนอะไรมา แล้วคนที่บ้านเข้าใจเขา”

        อ.ติ๊ก ทิ้งท้ายว่าการยอมรับไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของทั้งครอบครัว เมื่อพ่อแม่ค่อย ๆ ปรับมุมมองและทำความเข้าใจ ลูกก็จะค่อย ๆ เปิดใจมากขึ้น และความสัมพันธ์ภายในบ้านจะค่อย ๆ กลับมาสมดุลอีกครั้ง

เริ่มต้นจากการไม่ทอดทิ้งกัน

        แม้พ่อแม่อาจยังไม่เข้าใจเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศของลูกทั้งหมด แต่ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากความเข้าใจที่สมบูรณ์แบบ อ.ติ๊ก ชี้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการแสดงความห่วงใยและรักษาความสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการถามไถ่เรื่องเรียน เรื่องงาน หรือชวนกันทำกิจกรรมเล็ก ๆ ในครอบครัว

        การสื่อสารง่าย ๆ ว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะไม่ทิ้งกัน” อาจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้บ้านยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับลูก 

        “พอเราอยู่ในครอบครัวคำว่าเพศไม่ได้เกี่ยวเลยค่ะ เพราะเราคือมนุษย์ที่อยู่ในสังคมบ้านหลังเดียวกัน แล้วเราก็มีกิจกรรมด้วยกัน มันเป็นความห่วงใยใส่ใจที่แสดงออกต่อกันง่าย ๆ แล้วปฏิบัติต่อกันอย่างสม่ำเสมอบนพื้นฐานของการยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข” 

        ขณะเดียวกัน อ.สิทธิ ชวนพ่อแม่กลับมาสังเกตความรู้สึกของตัวเอง เพราะเบื้องหลังความตกใจหรือความกังวล ล้วนเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ 

        “ถ้าเรามองเห็นแล้วเราเริ่มยอมรับหรือโอบรับความสั่นไหวในใจเราอาจจะเป็นบันไดขั้นแรก…การที่เราจะโอบรับสิ่งที่ลูกที่รักเราเป็น มันอาจจะเป็นการที่เราเริ่มต้นจากการโอบรับสิ่งที่เราเป็นก่อนไหม?”

        ในมุมของ อ.กีต้าร์ การยอมรับลูกสามารถแสดงออกผ่านเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การเรียกลูกด้วยชื่อหรือสรรพนามที่เขาต้องการ การสนับสนุนให้ลูกแต่งกายตามอัตลักษณ์ของตนเอง หรือการชวนทำกิจกรรมที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าเขามีพื้นที่ในครอบครัว

ครอบครัว พื้นที่ปลอดภัยแห่งแรกของชีวิต

        อ.ติ๊ก ทิ้งท้ายว่า โลกใบแรกของมนุษย์คือครอบครัว เป็นพื้นที่ที่ทุกคนควรได้เป็นตัวเองโดยไม่ต้องหวาดกลัวการถูกตัดสิน และเป็นที่ที่เราสามารถกลับมาเล่าความทุกข์จากโลกภายนอกได้อย่างปลอดภัย เพราะในวันที่สังคมยังมีคนที่ไม่เข้าใจ ครอบครัวคือขุมพลังสำคัญที่จะช่วยให้ลูกลุกขึ้นยืนและก้าวต่อไปได้

        ขณะที่ อ.สิทธิ ฝากถึงพ่อแม่ทุกคนว่า ท่านไม่ได้กำลังเผชิญเรื่องนี้เพียงลำพัง ยังมีอีกหลายครอบครัวที่เคยผ่านความสับสน ความกังวล และคำถามแบบเดียวกัน การเปิดใจเรียนรู้และพูดคุยกับผู้คนที่มีประสบการณ์ร่วมกัน อาจช่วยให้การเดินทางครั้งนี้ไม่หนักเกินไป

        สิ่งที่ลูกต้องการมากที่สุด อาจไม่ใช่การถูกเปลี่ยนแปลง แต่คือการได้รู้ว่า ไม่ว่าโลกภายนอกจะเป็นอย่างไร เมื่อหันกลับมา เขาจะยังมีบ้านที่พร้อมรับฟัง โอบกอด และรักเขาในแบบที่เขาเป็นเสมอ

เรียบเรียงโดย เอกนรี นาวี