Loading...

รื้อนิยามวัย ให้ทุกคนเติบโตอย่างเป็นสุขบนความหลากหลาย

        สำหรับคนจำนวนมาก “แก่” อาจหมายถึงการเกษียณ การอยู่บ้านเลี้ยงหลาน หรือช่วงเวลาที่ร่างกายค่อย ๆ เสื่อมถอยไปตามวัย แต่สำหรับบางคน ความแก่คือการได้เริ่มใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ หลังจากใช้เวลาหลายสิบปีซ่อนตัวตนเอาไว้ภายใต้ความคาดหวังของสังคม

        ผู้สูงอายุที่มีความหลากหลายทางเพศในวันนี้ ล้วนผ่านการเติบโตมาในยุคที่ความหลากหลายทางเพศยังแทบไม่ถูกมองเห็น ต้องเผชิญการถูกตั้งคำถาม การไม่เป็นที่ยอมรับ หรือแม้แต่การถูกผลักออกจากครอบครัวและชุมชนของตนเอง กระทั่งเมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ พวกเขายังคงเผชิญกับอคติที่มาพร้อมกับอายุที่เพิ่มขึ้น

        ในเวที Forum “รื้อนิยามวัย สู่สังคมเติบโตอย่างเป็นสุขบนความหลากหลาย” ภายใต้งาน Bangkok Pride 2026 วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องอเนกประสงค์ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) โดยมี รศ.ดร.ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล (อ.แต้ว) คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมด้วย คุณณัฐธยา เดชดี (คุณอ้อย) นักกิจกรรมอิสระ คุณปกชกร วงศ์สุภาร์ (ย่าตุ๊ก) เจ้าของช่อง TikTok ปู่กัญจน์ ย่าตุ๊ก และ ผศ.ดร.อัครา เมธาสุข (อ.นอร์ท) คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

        ร่วมชวนสังคมตั้งคำถามใหม่ว่า ความสูงอายุสำหรับผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศควรเป็นช่วงเวลาของการเสื่อมถอยจริงหรือไม่ หรืออาจเป็นอีกช่วงวัยหนึ่งที่ผู้คนยังสามารถรัก เรียนรู้ และใช้ชีวิตในแบบที่ตนเองเลือกได้ 

ผู้สูงอายุในวันนี้ เติบโตมาจากสังคมแบบไหน

        หลายคนเติบโตมาในยุคที่ “ครอบครัว” หมายถึงพ่อ แม่ และลูก ภายใต้ค่านิยมที่ว่าลูกต้องดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่า ขณะที่ความสัมพันธ์ของคู่รักเพศเดียวกันแทบไม่ถูกนับรวมอยู่ในนิยามดังกล่าว แม้หลายคู่จะใช้ชีวิตร่วมกันมายาวนาน แต่คู่ชีวิตกลับมักไม่ได้รับการยอมรับในฐานะสมาชิกของครอบครัวอย่างแท้จริง หากถูกมองว่าเป็นเพียง “เพื่อน” หรือ “คนรู้จัก” มากกว่า

        ประสบการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับสิ่งที่ คุณปกชกร วงศ์สุภาร์ (ย่าตุ๊ก) สะท้อนว่าบางคนแม้จะใช้ชีวิตร่วมกับคู่ชีวิตมานานเพียงใด ก็ยังอาจถูกมองว่าเป็น “คนนอก” ของครอบครัว

        “เราเป็นคู่ชีวิตที่ใช้ชีวิตกันมายาวนานแค่ไหนก็ตาม มันก็คือยังเป็นคนอื่นในครอบครัวของแต่ละคน ก็ไม่อาจเป็นลูกเขยของบ้านนี้ได้”

        ผศ.ดร.อัครา เมธาสุข (อ.นอร์ท) อธิบายว่านอกจากอคติเรื่องความหลากหลายทางเพศแล้ว ผู้สูงอายุ LGBT+ ยังต้องเผชิญอคติอีกชั้นหนึ่งที่มาพร้อมกับวัยที่เพิ่มขึ้น อ.นอร์ท ชี้ว่าสังคมไทยยังมองผู้สูงอายุว่าเป็นวัยที่ไม่ควรมีความรัก ความต้องการทางเพศ หรือใช้ชีวิตนอกกรอบที่สังคมวางไว้

        “ไทยเองมีอคติต่อความสูงอายุอยู่แล้วว่าคนที่สูงอายุไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของความต้องการทางเพศ จริง ๆ คือทุกความต้องการนะ แต่เรื่องความต้องการทางเพศค่อนข้างที่จะแรง”

        ขณะเดียวกัน คนที่มีความหลากหลายทางเพศได้ถูกจำกัดการแสดงออกมาตลอดทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยเด็กที่ถูกห้ามเป็นตัวเอง วัยทำงานที่เผชิญการตีตรา ไปจนถึงวัยสูงอายุที่ถูกคาดหวังให้สงบเสงี่ยมและใช้ชีวิตตามแบบแผนเดิม

        ภาพจำเหล่านี้ยังถูกผลิตซ้ำผ่านสื่อและวัฒนธรรมกระแสหลัก ที่มักนำเสนอผู้สูงอายุในฐานะคนอ่อนแอ พึ่งพาผู้อื่น และหมดบทบาททางสังคมไปแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้สูงอายุยังคงมีความรัก ความฝัน และความต้องการในการกำหนดชีวิตของตนเองไม่ต่างจากคนวัยอื่น เพียงแต่เรื่องราวของพวกเขาอาจไม่ค่อยถูกมองเห็นในพื้นที่สาธารณะเท่านั้น

การเติบโตขึ้นมาพร้อมความรู้สึกว่าไม่มีที่ยืน

        ความโดดเดี่ยวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในวัยสูงอายุ แต่สะสมมาตั้งแต่วัยเด็ก จากการเติบโตในสังคมที่ไม่เปิดพื้นที่ให้พวกเขาเป็นตัวเอง

        อ.นอร์ท อธิบายว่าผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพจิตมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อความโดดเดี่ยว ความรู้สึกไร้คุณค่า และประสบการณ์การถูกกดทับซ้อนทับกันเป็นเวลานานจากอดีตที่เติบโตมาพร้อมการถูกทำให้เป็น “คนอื่น” ของสังคม หลายคนต้องซ่อนตัวตน ไม่กล้าแสดงออกถึงเพศสภาพหรือความรักของตนเอง เพราะเกรงว่าจะถูกตีตราหรือทำให้ครอบครัวผิดหวัง

        ย่าตุ๊ก เล่าว่าการเป็น LGBT+ ในอดีตหมายถึงการต้องหลบซ่อนตัวเอง ไม่กล้ามีความสุขหรือแสดงความรักอย่างเปิดเผย แม้ปัจจุบันสังคมจะเปิดกว้างขึ้น แต่บาดแผลจากการถูกปฏิเสธยังคงหลงเหลืออยู่

        “มันเป็นการสร้างบาดแผลให้เราไปแล้ว เราจะกล้ารักก็ไม่กล้ารัก จะแสดงออกความสุขก็ยังไม่กล้าแสดงออกความสุขให้ใครเห็น”

        ขณะที่ คุณณัฐธยา เดชดี (คุณอ้อย) ชี้ให้เห็นว่าผู้สูงอายุที่มีความหลากหลายทางเพศจำนวนไม่น้อยไม่ได้เผชิญเพียงความเหงา แต่ยังเคยถูกผลักออกจากครอบครัวตั้งแต่วัยเด็ก บางคนต้องย้ายออกจากบ้าน บางคนขาดการติดต่อกับครอบครัวเป็นเวลานาน จนเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ พวกเขาไม่สามารถหวนกลับไปพึ่งพาครอบครัวเดิมได้อีก

        คุณอ้อยยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ในเมืองใหญ่จะยังมีเพื่อนหรือชุมชนให้พึ่งพา แต่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะชนบท ผู้มีความหลากหลายทางเพศจำนวนมากกลับไม่มีทั้งพื้นที่ปลอดภัยและเครือข่ายทางสังคมรองรับ

        ผลลัพธ์ของการถูกทำให้มองไม่เห็นตลอดหลายทศวรรษ จึงไม่ได้สะท้อนเพียงการขาดการยอมรับทางสังคม แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงทางใจ ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิตในวันที่พวกเขาก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ

3 ภาพจำที่สังคมมีต่อผู้สูงอายุ LGBT+

        นอกจากอคติเรื่องอายุและความหลากหลายทางเพศแล้ว อ.นอร์ท ยังชวนผู้เข้าร่วมเวทีมองไปถึง “ชุดความเชื่อ” ที่สังคมมีต่อผู้สูงอายุ LGBT+ ที่กลายเป็นกรอบที่กดทับผู้คนจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว

        1. ความเชื่อที่ว่าผู้สูงอายุไม่ควรมีความรักหรือความต้องการทางเพศ ทั้งที่ในความเป็นจริง ความสัมพันธ์ในวัยสูงอายุอาจไม่ได้หมายถึงเรื่องเพศเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นความใกล้ชิด การมีคู่ชีวิต หรือการมีใครสักคนคอยดูแลกันและกัน ซึ่งล้วนเป็นส่วนสำคัญของสุขภาวะทางใจและคุณภาพชีวิต

        2. ความเชื่อที่ว่าผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องเป็น “คนเก่ง” หรือ “ซูเปอร์ฮีโร่” อยู่เสมอ จนคนที่ไม่ได้โดดเด่นตามภาพจำของสังคมกลับรู้สึกว่าตนเองไม่มีพื้นที่และไม่ดีพอที่จะเป็นตัวเอง

        3. ความเชื่อที่ว่าผู้สูงอายุต้องดูแลตัวเองให้ได้ มีสุขภาพดี และพึ่งพาตนเองอยู่เสมอ โดยมักมองข้ามข้อเท็จจริงว่าคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบสวัสดิการ การเข้าถึงบริการสุขภาพ และการมีเครือข่ายทางสังคมที่คอยสนับสนุนด้วย

ความโดดเดี่ยวในวัยสูงอายุ

        อ.นอร์ท อธิบายว่าความโดดเดี่ยวเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอยู่แล้ว แต่เมื่อซ้อนทับกับประสบการณ์การเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ ความรู้สึกดังกล่าวอาจนำไปสู่การมองว่าตนเองไม่มีคุณค่า ไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และส่งผลต่อการดูแลสุขภาพของตนเองในที่สุด

        “ประเด็นเรื่องความโดดเดี่ยว เป็นประเด็นที่หนักมากสำหรับผู้สูงอายุโดยทั่วไปอยู่แล้วนะ แต่เมื่อมันซ้อนทับกับเรื่องความหลากหลายทางเพศ ความโดดเดี่ยวมันยิ่งหนักหนามากขึ้น บางทีมันไปซ้อนทับกับความรู้สึกเรื่องตัวเองไม่มีคุณค่าด้วย”

        ความโดดเดี่ยวไม่ได้ส่งผลเพียงต่อสภาพจิตใจ แต่ยังสะท้อนออกมาในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ความไม่มั่นใจในการเข้ารับบริการสุขภาพ ความกังวลว่าจะถูกเรียกด้วยสรรพนามใด ต้องเข้าห้องน้ำหรือพักรักษาตัวในพื้นที่แบบไหน ไปจนถึงการหลีกเลี่ยงการพบแพทย์เพราะรู้สึกว่าระบบไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับตนเอง

        ด้านคุณอ้อยสะท้อนว่า ผู้สูงอายุที่มีความหลากหลายทางเพศจำนวนไม่น้อยต้องใช้ชีวิตห่างจากครอบครัวมาตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่น เมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปี จนเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ การจะกลับไปพึ่งพาครอบครัวเดิมก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป

        “บางคนต้องใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านตั้งแต่เป็นวัยรุ่น แล้วจะกลับไปครอบครัวเมื่ออายุ 60-70 ถามว่าหลาย 10 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวเขายังอยู่ที่เดิมไหม เขายังสามารถที่จะกลับไปมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวเดิมได้ไหม”

        เมื่อผู้คนถูกทำให้รู้สึกว่าไม่มีที่ยืนมาตลอดชีวิต ความเหงาจึงไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นโจทย์ทางสังคมที่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตในบั้นปลาย

สังคมที่โอบรับผู้สูงอายุทุกคนหน้าตาเป็นอย่างไร

        คุณอ้อยมองว่า สิ่งที่ผู้คนต้องการมากที่สุดคือ “ความยอมรับ” “ความเข้าใจ” และ “ความเอื้ออารีย์” ต่อกัน แม้สิ่งเหล่านี้จะต้องใช้เวลาในการสร้าง แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมที่หลากหลาย

        “แค่ยอมรับและเข้าใจก็น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด แต่มันทำยากกว่าสังคมจะยอมรับแล้วก็เข้าใจมันต้องใช้เวลา”

        คุณอ้อยยังชี้ให้เห็นว่า ครอบครัวไม่ได้มีความหมายเพียงความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือการมีคู่ชีวิตเท่านั้น แต่คือการยอมรับตัวตนของกันและกัน รวมถึงการเคารพสิทธิและทางเลือกในการใช้ชีวิตของแต่ละคน

        ด้าน อ.นอร์ท มองว่าสังคมจำเป็นต้องลดการปิดกั้นและเปิดพื้นที่ให้ผู้สูงอายุได้เป็นตัวเองมากขึ้น เพราะผู้สูงอายุยังคงมีความรัก มีความสัมพันธ์ และต้องการความใกล้ชิดทางใจไม่ต่างจากคนวัยอื่น การมีคนดูแลและแบ่งปันชีวิตร่วมกันจึงไม่ใช่เพียงเรื่องความรัก แต่ยังเป็นส่วนสำคัญของสุขภาวะทางกายและใจ

10 ปีข้างหน้า เมื่อ Pride ไม่ใช่เรื่องของคนบางกลุ่ม 

        เมื่อถูกถามว่าอยากเห็นสังคมไทยเป็นอย่างไรในอีก 10 ปีข้างหน้า คำตอบจากทุกท่านต่างมองไปถึงการสร้างสังคมที่ผู้คนไม่ต้องถูกจำกัดด้วยอายุ เพศ หรือรูปแบบการใช้ชีวิต และสามารถอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างได้อย่างเป็นธรรม 

        สำหรับคุณอ้อย การผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางเท่านั้น เพราะการยอมรับความหลากหลายไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะในเดือน Pride หากควรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และเริ่มต้นตั้งแต่ในห้องเรียนที่เด็กทุกคนได้เรียนรู้ว่าความแตกต่างเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์

        “ให้ Pride เป็น Proud ที่เราใช้ชีวิตร่วมกัน”

        ด้านย่าตุ๊กมองว่า วันหนึ่งอาจไม่จำเป็นต้องมีการออกมาเรียกร้องสิทธิอีกต่อไป เพราะความหลากหลายทางเพศจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาของสังคม ไม่ใช่สิ่งที่ต้องแบ่งแยกหรือจัดประเภทผู้คน 

        ขณะที่ อ.นอร์ท มองว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการขับเคลื่อนเรื่องความหลากหลายทางเพศไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ช่วยขยายพื้นที่เสรีภาพให้กับผู้คนทุกเพศ ทุกวัย

        “ทุกคนรู้สึกว่าเป็นตนเองได้ รักตนเองได้ โดยไม่ต้องยืนยันว่าตนเองมีคุณค่า”

        ความสำเร็จของการต่อสู้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา อาจไม่ใช่วันที่ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่คือวันที่ไม่มีใครต้องพิสูจน์ว่าตนเองมีคุณค่าพอจะได้รับการยอมรับอีกต่อไป

เรียบเรียงโดย เอกนรี นาวี